|
ข้อเท็จจริงคดีฆ่าพระ
ที่วัดไทย ในอริโซน่า
เมื่อ
๑๐ สิงหาคม ๒๕๓๔
จากคำแปลของ
ธัชชัย ศุภผลศิริ
ในหนังสือสรุปสำนวนคดีฆ่าพระล้างบางที่อริโซน่า
ข้อเท็จจริงในคดี
เมื่อวันที่ 11
กุมภาพันธ์
ค.ศ. 1992
(พ.ศ. 2535)
โจทก์ได้ฟ้องผู้อุทธรณ์เก้ากระทงในฐานฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนในการก่ออาชญากรรมประเภทที่
1 และเก้ากระทง
ความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธและหนึ่งกระทงความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน
ซึ่งเป็นอาชญากรรมอันตรายประเภทที่
2 และอีกหนึ่งกระทงในฐานะสมคบกันกระทำการปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธหรือลักทรัพย์ในเคหสถานหรือทั้งสองอย่าง
ซึ่งเป็นอาชญากรรมประเภทที่
2 ข้อกล่าวหาเหล่านี้เนื่องมาจากข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้
ในปี 1991 (พ.ศ.2534) ผู้อุทธรณ์อาศัยอยู่กับผู้ปกครองที่ฐานทัพอากาศลุคน้องชายของเขาชื่อเดวิดบวชเป็นเณรอยู่ที่วัดพุทธ
แม่ของเขาเป็นคนทำอาหารเลี้ยงพระในวัดนั้น ผู้อุทธรณ์เรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมอกัวเฟรีย
เขาเป็นผู้บังคับการหน่วยอาสาสมัครรักษาดินแดนและยังเป็นสายตรวจพลเรือนของกองทัพอากาศด้วย
ผู้อุทธรณ์มีรถฟอร์ดเอสคอร์ทอยู่คันหนึ่ง
แต่เขาอยากได้รถฟอร์ดมัสแตงจีทีที่มาร์วิน
คุก เป็นเจ้าของ
ถ้าจะซื้อรถนั้น
เขาจะต้องจ่ายเงินให้คุกสองพันดอลลาร์
พร้อมกับรถเอสคอร์ทของเขา
ในระหว่างครึ่งแรกของเดือนมิถุนายน
ผู้อุทธรณ์แนะนำอเล็กซ์
การ์เซียเพื่อนของเขาว่าพวกเขาควรจะปล้นวัดไทยเพื่อหาเงิน
ทีแรกอเล็กซ์คิดว่าผู้อุทธรณ์พูดเล่น
แต่ผู้อุทธรณ์ยังคงพูดถึงเรื่องนี้อยู่เรื่อย
ๆ ตอนกลางเดือนมิถุนายน
ผู้อุทธรณ์และอเล็กซ์ไปแคลิฟอร์เนียเพื่อหาแฟนสาวของผู้อุทธรณ์ชื่อวิคกี้
โจนส์ และผู้อุทธรณ์ไม่ได้พูดถึงแผนการที่จะปล้นวัด ผู้อุทธรณ์มาพูดถึงแผนนี้อีกครั้งในเดือนกรกฎาคม
ซึ่งในที่สุดอเล็กหซ์ตกลงใจที่จะร่วมปล้น
คราวนี้พวกเขาจึงร่วมกันวางแผน
พวกเขาได้ถามเดวิดระหว่างไปเยี่ยมเดวิดที่วัดเกี่ยวกับรายละเอียดของวัด
ผู้อุทธรณ์ต้องการจะรอจนกว่าเดวิดจะสึกเพื่อเดวิดจะได้ไม่เห็นหน้าพวกเขา
ผู้อุทธรณ์และอเล็กซ์ตกลงจะทำการปล้นในคืนวันที่ 9 สิงหาคม
ค.ศ. 1991
(พ.ศ. 2534)
ก่อนหน้านั้นสองวัน
พวกเขาขอยืมปืนยาว .22
คาลิเปอร์จา
โรแลโด คาราตาเซีย
ที่จริงแล้วอเล็กซ์เป็นคนขอยืมปืนเพราะเขาสนิทกับคาราตาเซียมากกว่า
พวกเขาตกลงว่าอเล็กซ์จะยืมปืนลูกซองยาวจากพ่อของเขาโดยอเล็กซ์จะใช้ปืนนั้น
และผู้อุทธรณ์จะใช้ปืนยาว
.22
สัปดาห์หนึ่งก่อนวันที่
9 สิงหาคม
ขณะผู้อุทธรณ์อยู่กับแบรนดอน
เบอร์เนอร์
เพื่อนร่วมโรงเรียนและเป็นสมาชิกในหน่วยอาสาสมัครรักษาดินแดน
ผู้อุทธรณ์บอกเบอร์เนอร์ว่าจะมาพบในวันศุกร์ที่ 9 สิงหาคมไม่ได้
เพราะเขาและอเล็กซ์จะไปปฏิบัติการ
"อินทรูชั่นอเลิร์ท"
ใกล้ ๆ วัดพุทธ
ในวันที่ 9
สิงหาคม ผู้อุทธรณ์ได้ตกลงซื้อขายรถกับมาร์วิน
คุก ผู้อุทธรณ์มอบรถฟอร์ดเอสคอร์ทให้คุก
และคุกมอบรถฟอรดมัสแตงให้ผู้อุทธรณ์
แต่ผู้อุทธรณ์ยังไม่ได้จ่ายเงินคุกอีกสองพันดอลลาร์
อีกสัปดาห์ครึ่งต่อมาผู้อุทธรณ์จึงจ่ายเงินให้คุกหนึ่งพันดอลลาร์เป็นธนบัตรใบละร้อย
,ห้าสิบ, ยี่สิบ, สิบและหนึ่งดอลลาร์คละกัน
ในตอนเย็นวันที่
9 สิงหาคม
ผู้อุทธรณ์และอเล็กซ์นัดพบกันก่อนที่บ้านของอแมนด้า
โฮลเซน และออกจากบ้านนั้นเวลาประมาณสามทุ่ม
พวกเขาขับรถไปที่สวนไม้ผลแห่งหนึ่ง
ระหว่างถนนคาเมลแบ็คและอินเดียนสกูลและเปลี่ยนเสี้อผ้าเป็นชุดพราง
หลังจากขับรถวนเวียนอยู่แถววัดหลายครั้ง
พวกเขาได้จอดรถและกำลังจะเข้าไปที่วัดในขณะที่พระรูปหนึ่งออกมาโทรศัพท์
พวกเขาจึงหลบออกไปก่อนและกลับมาใหม่หลังจากนั้นประมาณ
5 -10 นาที
คราวนี้พวกเขาเข้าไปในวัด
พวกเขาบอกผู้คนในวัดว่าเป็นตำรวจและต้อนคนไปรวมกันที่ห้อง
ๆ หนึ่ง ขณะที่อเล็กซ์คุมพวกพระสงฆ์อยู่นั้น
ผู้อุทธรณ์ได้ไปค้นหาของมีค่าในห้องต่าง
ๆ
ต่อมาผู้อุทธรณ์ได้เปลี่ยนมาควบคุมพระแล้วให้อเล็กไปหาของมีค่าที่ผู้อุทธรณ์หาไม่พบ
หลังจากนั้นสักครู่แม่ชีคนหนึ่งตื่นนอนออกมา
พวกเขาจึงคุมตัวให้แม่ชีอยู่รวมกับผู้ชายอีกแปดคน
หลังจากเอาของไปใส่รถแล้วพวกเขาจึงยิงเหยื่อ
โดยผู้อุทธรณ์ใช้ปืนยาว .22
คาลิเบอร์
ยิงหัวเหยื่อทั้งหมดสิบเจ็ดนัด
และอเล็กซ์ใช้ปืนลูกซองยาวยิงสี่นัด
พวกเขาขโมยกล้องถ่ายรูปไปหกตัว
เครื่องเล่นชีดีเครื่องหนึ่ง
เครื่องสเตริโอแบบหิ้วถือสองเครื่อง
เครื่องเพชรจำนวนหนึ่ง
กระเป๋าสตางค์หลายใบ
มีดเล่มหนึ่ง
เครื่องตรวจจับสัญญาณของตำรวจและเงินสดอีกสองพันหกร้อยห้าสิบดอลลาร์
มีผู้พบการสังหารนี้ประมาณสิบโมงครึ่งของเช้าวันที่ 10 สิงหาคม
เมื่อคนในวัดสองคนมาถึงบ่ายวันนั้นเองประมาณบ่ายสองโมงครึ่ง
ดูดี้พบกับเพื่อนชื่อแองเจล
โรว์เล็ทท์
และเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการสังหารโดยพูดว่าพวกพระถูกยิงด้วยปืนยาว
ตอนหนึ่งทุ่มเย็นวันนั้นผู้อุทธรณ์ขับรถไปกับแบรนดอน
เบอร์เนอร์และเริ่มพูดเกี่ยวกับการสังหารที่วัดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ผู้อุทธรณ์พูดว่าพวกชาวพุทธถูกฆ่าโดยไม่มีสาเหตุและว่ามีการยิงหลายนัดมากโดยผู้ตายถูกยิงเข้าที่หน้าอกและที่ศรีษะ
ภายหลังจากฆาตกรรม
แฟนของอเล็กซ์ที่ชื่อ
เมลานี สเปราส์
อยู่ในรถของผู้อุทธรณ์ด้วยขณะที่มีการพูดกันถึงเรื่องเหตุการณ์ที่วัด
พวกเขาพูดถึงแมทธิว มิลเลอร์
หนึ่งในผู้ตายซึ่งเป็นเพื่อนของเมลานี
ผู้อุทธรณ์พูดว่าเขาคิดว่ามิลเลอร์เป็นคนเลว หลังจากนั้นในเวลาที่ผู้อุทธรณ์อเล็กซ์และเมลานีดูข่าวการสังหารที่วัด
เมลานีร้องไห้ที่แมทธิวเพื่อนของเธอถูกฆ่าด้วย
แต่ผู้อุทธรณ์กลับหัวเราะ
ในวันที่ 1
กันยายน เวลา
3 ทุ่ม โรว์เล็ทท์พบกับผู้อุทธรณ์
โรว์เล็ทท์ถามผู้อุทธรณ์ว่าได้รู้อะไรมาอีกหรือไม
่เพราะแม่และน้องชายของผู้อุทธรณ์เป็นคนในวัดผู้อุทธรณ์พูดว่าตำรวจคิดว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพวกแก๊งค์
เมื่อพูดต่อไปว่าพวกฆาตกรทำอะไรบ้าง
ผู้อุทธรณ์ตอนแรกพูดว่า
"พวกมัน" ทำอะไร
แต่พอพูดไปพูดมา
เขากลับพูดว่า "พวกเรา"
ทำอะไร เขากล่าวว่า
"ภารกิจหลัก"
เลยคืนปล้นวัดและการที่
"พวกมัน" จะเข้าไปและออกมาจากวัดอย่างไรแต่มีพระรูปหนึ่งตื่นขึ้นมา
หลังจากที่การใช้สรรพนาม
"พวกมัน" กลายเป็น "พวกเรา"
แล้ว ผู้อุทธรณ์ระบุ
"พวกเรา" ว่าหมายถึงตัวเขาเองและอเล็กซ์
การ์เซีย และยังเอ่ยถึงโรแลนโด
คาราตาเซียและผู้ต้องสงสัยกลุ่มทูชอน
เขากล่าวว่าพวกเขาแต่งชุดทหารและเอาปืนยาวไปด้วย ผู้อุทธรณ์กล่าวว่าเมื่อพระตื่นขึ้นมา เขาและอเล็กซ์จึงยิงเพราะไม่ต้องการให้ใครสามารถระบุตัวพวกเขาได้
วิคกี้ โจนส์
เป็นแฟนของผู้อุทธรณ์มาตั้งแต่พฤษภาคม
ค.ศ. 1991
(2534) ในเดือนกันยายนผู้อุทธรณ์เล่าให้วิคกี้ฟังว่าเขาเคยฆ่าคนเพื่อเงินมาแล้ว
และว่า "โอเอสโอ"
เป็นผู้ฆ่าคนที่วัด เขาพูดว่าตัวเขาและอเล็กซ์ได้เงินมาสองพันดอลลาร์จากการฆ่าคน
และเขาได้สังหารแบบประหารชีวิตเลย
ซึ่งเขาอธิบายว่า โดยการให้ผู้ตายนั่งคุกเข่าเอามือไพล่หลังแล้วจึงยิงเข้าที่ศรีษะ
เบน เลนิเกอร์
เป็นนักเรียนในโรงเรียนมัธยมกัวเฟรีย
เขาพบผู้อุทธรณ์ในหน่วยอาสาสมัครรักษาดินแดน ในระหว่างการฝึกของหน่วยหลังจากเหตุการณ์สังหาร
ผู้อุทธรณ์บอกเลนิเกอร์ว่าเขาทำงานให้กับโอเอสไอหรือสำนักงานสืบสวนสอบสวนพิเศษ
เขาพูดว่าผู้คนที่วัดไม่ใช่พระสงฆ์
แต่เป็นผู้แทรกซึมบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติจึงต้องถูกกำจัด
และเขากับอเล็กซ์ได้จัดการกำจัดไปแล้ว
เขากล่าวว่าเขาและอเล็กซ์นัดเจอกันที่ท้องแม่น้ำ
และพวกเขายิงเหยื่อแบบทหารรับจ้างซึ่งหมายถึงยิงเข้าทางด้านหลังของศรีษะ
ในวันที่ 21
สิงหาคม โจเซฟ
ทูริตโต เป็นสารวัตรทหารอยู่ที่ฐานทัพอากาศลุค
เขาได้รับคำสั่งให้จับตาดูยานพาหนะสองคันคือรถโนวาสีส้มและรถมัสแตงสีเงิน
เพราะคนในรถสองคันนี้อยู่ในบริเวณฐานทัพและมีอาวุธ
ในเวลาหนึ่งทุ่ม เขาเห็นรถมัสแตงสีเงินเขาจึงเข้าไปหาคนที่อยู่รอบ
ๆ รถ และถามว่าใครเป็นเจ้าของ
ผู้อุทธรณ์บอกว่าตัวเขาเองเป็นเจ้าของทุริตโตถามว่าเขาจะขอตรวจดูในรถได้ไหม
ผู้อุทธรณ์ก็ยินยอม
ทูริตโตพบกระเป๋าผ้าใบรูดซิปบรรจุแผ่นประกาศนียบัตรทำด้วยเงิน
เงินตราต่างประเทศ และเหรียญสะสม
ทูริตโตถามผู้อุทธรณ์ว่าเขารู้จักโรแลโด
คาราตาเซียหรือไม่
ตอนนี้คาราตาเซียก้าวออกมาจากลุ่มคน
ทูริตโตจึงถามเขาเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อคืนก่อน และถามว่าเขามีอาวุธในรถบ้างไหม
คาราตาเซียตอบว่ามี
คาราตาเซียยินยอมให้ตรวจค้นรถได้
ทูริตโตพบปืนยาว .22
มาร์ลินรุ่น
60 เลขทะเบียบ
13319753 ทูริตโต
คิดว่า ราคาตาเซียกระทำผิดฐานซ่อนเร้นอาวุธ
แต่เพราะว่าเขาเป็นสารวัตรทหารจึงมีอำนาจจำกัดต่อพลเรือน
เขาจึงโทรศัพท์ถึงสำนักงานนายอำเภอ
ต่อมาผู้ช่วยนายอำเภอก็มาถึง
และเมื่อเขาพิจารณาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นความผิด
เขาจึงคืนปืนยาวให้กับคาราตาเซียไป
หลังจากเหตุการณ์สังหารระยะหนึ่ง
บิดาของผู้อุทธรณ์ได้รับคำสั่งย้ายไปโคโรลาโด แต่ตัวผู้อุทธรณ์เองยังอยู่ในอริโซน่าเพื่อเรียนมัธยมศึกษาให้จบก่อน
เขาจึงเช่าอพาร์ทเมนท์ร่วมกับคาราตาเซียและไมเคิล
ไมเออร์ส
ในวันที่ 12
สิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยเฉพาะกิจได้วินิจฉัยว่าอาวุธที่ใช้สังหารคือปืนยาว
.22 คาลิเบอร์ผลิตโดยบริษัทมาริ์ลิน
ตำรวจจึงออกจดหมายเวียนถึงหน่วยตำรวจตทั้งหลายให้แจ้งเข้ามาเกี่ยวกับอาวุธดังกล่าว
ต่อมาตำรวจฐานทัพอากาศได้แจ้งหน่วยเฉพาะกิจถึงเหตุการณ์วันที่
21 สิงหาคม
นักสืบริชาร์ด
ซิบซาบอห์
จึงได้รับแจ้งชื่อของคาราตาเซียและรับแจ้งให้ไปตรวจหาอาวุธ
ในวันที่ 10
กันยายน นักสืบซิบซาบอห์จึงไปยังสถานที่ที่คาราตาเซียทำงานอย
ู่และแจ้งว่าเขาเป็นนักสืบคดีลักทรัพย์และคิดว่าปืนยาวนั้นอาจจะถูกลักมา
และถามว่าคาราตาเซียจะมอบปืนให้ได้ไหม
เพื่อจะได้ตรวจสอบ คาราตาเซียบอกนักสืบซินซาบอห์ว่าเขากำลังถูกสอบสวนในคดีลักทรัพย์
จึงดูเหมือนว่าเขาคิดว่านักสืบซินซาบอห์กำลังสอบสวนคดีนั้นอยู่พอดี
เขาบอกว่าเขาได้รับปืนยาวมาเป็นของขวัญวันเกิดและบอกว่านักสืบซินซาบอห์จะเอาไปก็ได้
คนทั้งสองจึงไปที่อพาร์ทเมนท์
ที่คาราตาเซียเช่าอยู่ร่วมกับไมเออร์สและผู้อุทธรณ์
คาราตาเซียได้มอบปืนยาวเลขทะเบียน
11319753 ให้กับนักสืบซินซาบอห์ไป
นักสืบซินซาบอห์สนใจจะสอบถามผู้อุทธรณ์ด้วย
เพราะว่าเขามีเชื้อชาติไทยและน้องชายของเขาอาศัยอยู่ที่วัดก่อนเหตุฆาตกรรม
ในเวลานั้นผู้อุทธรณ์ยังไม่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย
นักสืบซินซาบอห์บอกผู้อุทธรณ์ว่าเขากำลังสอบสวนคดีฆาตกรรมที่วัด
ผู้อุทธรณ์ได้พูดคุยเกี่ยวกับน้องชายของเขาที่บวชเป็นเณรอยู่ที่วัด
และเกี่ยวกับการไปเยี่ยมที่วัดหลายครั้งพร้อมกับอเล็กซ์
การ์เซีย และแองเจล
โรว์เล็ทท์
เขาพูดว่าพ่อของเขาได้รับคำสั่งจากฐานทัพอากาศให้ย้ายไปโคโรลาโด
แม่ตามไปอยู่กับพ่อด้วย
และพี่ชายของเขาอยู่กับป้าที่แคนซัส
ผู้อุทธรณ์พูดว่าในวันที่
9 สิงหาคม
เขาทำงานจนถึงสองทุ่มแล้วจึงไปที่บ้านของแบรนดอน เบอรเนอร์
หลังจากนั้นจึงไปดูภาพยนร์เรื่อง
"ร็อคเก็ตเทียร์"
ซึ่งเริ่มฉายเมื่อเวลาสามทุ่มห้านาที
หลังจากภาพยนตร์จบ เขาจึงขับรถพาแบรนดอนไปส่งบ้านและจึงกลับบ้านตัวเอง
ในเวลานั้นผู้อุทธรณ์รู้แล้วว่านักสืบซินซาบอห์ได้รับปืนยาวของคาราตาเซียไป
นักสืบซินซาบอห์พูดว่าเขาต้องการจะคุยกับพี่ชายของผู้อุทธรณ์
ต่อมาผู้อุทธรณ์จึงโทรศัพท์บอกหมายเลขโทรศัพท์และที่อยู่ให้
ก่อนวันที่ 10
กันยายน เมื่อนักสืบซินซาบอห์คุยกับคาราตาเซียและผู้อุทธรณ์
ตำรวจหน่วยเฉพาะกิจได้รับร่องรอยมา
510 ชิ้นซึ่งกำลังสอบสวนอยู่
ในวันนั้นเอง ตำรวจได้รับร่องรอยชิ้นที่
511 ซึ่งมาจากกรมตำรวจทูซอน
มีชายคนหนึ่งอ้างว่าชื่อ
"จอห์น" บอกว่าเขามีข่าวเกี่ยวกับการฆาตกรรมที่วัด ต่อมาตำรวจจึงรู้ว่า
"จอห์น"
คือ ไมค์
แม็คกรอว์
ซึ่งอยู่ที่โรงพยาบาลจิตเวชแห่งทูซอน
แม็คกรอว์พูดว่ามีอีกสามคนที่เกี่ยวข้องด้วยคือ ลีโอ บรู๊ซมาร์คนูเนซ
และดังเต ปาร์คเกอร์
ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องสงสัยทูซอนสี่คนในวันที่
13 และ
14 โดยทางการได้ตั้งข้อหาฆาตกรรมที่วัดไทย
ถึงแม้ว่าตำรวจจะคิดว่าพวกเขาเป็นฆาตกร
แต่ตำรวจก็ไม่สามารถระบุอาวุธที่ใช้สังหารได้ จนถึงวันที่
10 กันยายน
ตำรวจรวบรวมปืนยาวมาร์ลินมาได้
96 กระบอก
ซึ่งจะต้องทำการทดสอบต่อไป
ปืนยาวของคาราตาเซียยังไม่ได้ถูกสางไปยังแผนกความปลอดภัยสาธารณชนเพื่อการทดสอบ
จนอีกหนึ่งเดือนต่อมาในวันที่
22 ตุลาคม
วิลเลียม มอร์ริส
ได้ตรวจสอบปืนยาวของคาราตาเซีย
และสรุปว่าเป็นปืนที่ใช้ในการฆาตกรรมในวันที่
๒๔ ตุลาคม
เวลา 11.25
น. ตำรวจหน่วยเฉพาะกิจได้รับแจ้งว่าปืนยาวของคาราตาเซียเป็นอาวุธสังหาร
ด้วยเหตุนี้ตำรวจจึงนำตัวคาราตาเซีย
อเล็กซ์ การ์เซีย
และผู้อุทธรณ์มาเพื่อการซักถาม
ในวันที่ 25
ตุลาคม นักสืบแพททริค
ไรเล่ย์ และแกรี่
วูดดลิ่ง ได้รับมอบหมายให้ติดต่อผู้อุทธรณ์และอเล็กซ์ การ์เซียเพื่อดูว่าจะพวกนั้นจะคุยด้วยไหม บุคคลสองคนนี้ยังไม่ถูกจับแต่ถูกถามว่าจะสมัครใจมาโดยดีไหม
โดยที่ผู้อุทธรณ์เป็นหัวหน้าหน่วยอาสาสมัครรักษาดินแดน
ดังนั้นในเวลาประมาณสองทุ่ม
ตำรวจจึงขับรถไปที่การแข่งขันฟุตบอลของโรงเรียนอกัวเฟรีย
ซึ่งเป็นสถานที่ที่ตำรวจคิดว่าผู้อุทธรณ์และการ์เซียน่าจะอยู่ที่นั่น
เมื่อตำรวจมาถึงพวกเขารู้ว่าผู้อุทธรณ์อยู่ที่ลานจอดรถ
ตำรวจจึงขับรถต่อไปที่นั่นและแนะนำตัวเองขณะยังนั่งอยู่ในรถ
นักสืบไรเล่ย์ พูดว่ามีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับปืนไรเฟิลที่รับมาจากคาราตาเซีย
และขอให้ผู้อุทธรณ์ไปยังศูนย์ปฏิบัติการของหน่วยเฉพาะกิจพร้อมกับพวกเขา
ผู้อุทธรณ์ตกลงไปและขึ้นนั่งในที่นั่งหลัง ตำรวจไม่ได้ค้นตัวหรือใส่กุญแจมือเขา ขณะที่กำลังจะกลับออกไปตำรวจได้ข่าวเข้ามาว่าการ์เซียอยู่แถวนั้น
นักสืบวูดดลิ่งจึงออกจากรถไปตามหาการ์เซียและผู้อุทธรณ์ย้ายขึ้นมานั่งที่เบาะหน้า
ระหว่างทางไปศูนย์ปฏิบัติการนั้น
นักสืบไรเลย์ถามว่าจะให้หยุดรถเผื่อผู้อุทธรณ์จะไปซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มหรือไม่
แต่ผู้อุทธรณ์ไม่ต้องการผู้อุทธรณ์ดูตื่นตัวและพูดคล่องดี
เขาไม่ได้มีอาการที่อยู่ภายใต้ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์เลยผู้อุทธรณ์เอ่ยขึ้นว่าไมล์
ไมเออร์ส ได้บอกว่าก่อนหน้านี้ว่าตำรวจได้เชิญตัวคาราตาเซียไปสอบถามแล้ว
นักสืบไรเล่ย์และผู้อุทธรณ์มาถึงศูนย์ปฏิบัติการในเวลาสามทุ่มสิบนาที
ห้องนั้นเดิมเคยเป็นห้องทำงานอัยการในสำนักงานอัยการของเมืองมาก่อน
ห้องมีขนาด
10X18 ฟุตพื้นปูพรมและมีเก้าอี้สามตัว
ณ เวลานั้น
ผู้อุทธรณ์ยังไม่เป็นผู้ต้องสงสัย
นักสืบไรเล่ย์บอกผู้อุทธรณ์ว่านักสืบซินซาบอห์ต้องการซักถามเขา
แต่ขณะนั้นกำลังติดธุระอยู่และจะมาภายหลัง
นักสืบไรเล่ย์ได้แจ้งเตือนสิทธิมิแรนด้าแก่ผู้อุทธรณ์จากแบบฟอร์มคำเตือนแจ้งสิทธิสำหรับเยาวชน
เมื่อผู้อุทธรณ์ได้รับแจ้งว่าเขามีสิทธิจะให้ผู้ปกครองมาอยู่ด้วย
เขากล่าวว่า
เขาไม่ต้องการผู้ปกครองและไม่ได้แสดงความจำนงเช่นนั้นเลยตลอดการสัมภาษณ์
เขากล่าวว่าอยู่ชั้น
11 และได้เกรดเฉลี่ย
"บี" เขาดูจะเข้าใจคำเตือนแจ้งสิทธและไม่ได้แสดงอาการสงสัยหรือสับสน
ตำรวจบอกว่าเมื่อใดที่ต้องการอาหารเครื่องดื่มหรือจะไปห้องน้ำก็บอกได้
ตำรวจบอกเขาว่าจะขอถามเกี่ยวกับการฆาตกรรมที่วัดและเกี่ยวกับปืนยาวของคาราตาเซีย
พวกเขาบอกว่าผู้อุทธรณ์อาจหยุดการซักถามได้ทุกเวลา
ในตอนหนึ่งเมื่อถูกถามว่าทำไมเขาถึงไม่ได้พักอยู่รวมกับคาราตาเซียและไมเออร์ส
เขาปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้
ในระหว่างการสอบถามนั้น
ไม่มีตอนไหนเลยที่ผู้อุทธรณ์จะแสดงความเหนื่อยอ่อน
ผู้อุทธรณ์พูดว่าผู้ปกครองของเขาได้ย้ายไปโคโลราโและเขาได้อาศัยร่วมอยู่กับความหลาย
ๆ
คน
ได้แก่
มอยเซส
ครู๊ซ
โรแลโด
คาราตาเซีย
ไมค์
ไมเออร์ส
และอเล็กซ์
การ์เซีย
เขากล่าวว่า
เขาเคยทำงานที่ร้านแมคโดนัลด์และปัจจุบันทำงานที่ร้านขายของในฐานทัพอากาศลุค
เขาเล่าว่าเขาเป็นผู้บังคับหน่วยอาสาสมัครรักษาดินแดนทั้งหน่วยเกียรติยศและหน่วยสี
เขาพูดว่าเขาเช่าอพาร์ทเมนท์ร่วมกับไมเออร์สและคาราตาเซียและเขาเป็นเจ้าของรถฟอร์ดเอสคอร์ท
ซึ่งต่อมาได้เอาไปแลกกับรถฃฟอร์ดมัสแตง
ในระหว่างเวลานี้
ไม่มียามรักษาการณ์หน้าประตูซึ่งเปิดไว้อยู่
เมื่อถูกถามเกี่ยกวับปืนยาวของคาราตาเซีย
แรกทีเดียวเขาปฏิเสธว่าไม่เคยยืมหรือครอบครองไว้ต่อมาจึงยอมรับว่าเขาและอเล็กซ์ได้ยืมมา
แต่แรกเขาบอกว่าไม่มีใครไปที่วัดกับเขา
แต่ต่อมาพูดว่าอเล็กซ์และแองเจล
โรว์เล็ทท์ไปกับเขาด้วย
หลังจากที่ผู้อุทธรณ์รับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมที่วัด
เขาจึงถูกจับกุมและแจ้งข้อหากระทำการฆาตกรรม
ตำรวจได้จับการ์เซียและตั้งข้อหาด้วย
ก่อนการพิจารณาคดี
ผู้อุทธรณ์และอเล็กซ์ขอปฏิเสธคำให้การชั้นสอบสวน
ศาลชั้นต้นได้ไต่สวนเป็นเวลาสองวัน
ในประเด็นเกี่ยวกับคำกล่าวของผู้อุทธรณ์
โจทก็ได้เบิกตัวพยานสิบเอ็ดปาก
ตัวผู้อุทธรณ์เองไม่เคยเบิกความในศาล
ดังนั้นจึงไม่เคยอ้างว่าเขาไม่เข้าใจคำเตือนแจ้งสิทธิมิแรนด้า
และจึงไม่เคยอ้างว่าคำกล่าวของเขาเป็นไปโดยไม่สมัครใจเมื่อจบการไต่สวนและรับฟังข้อโต้แย้ง
ศาลชั้นต้นฟังว่าคำกล่าวของผู้อุทธรณ์เป็นไปโดยสมัครใจและได้จดบันทึกไว้ในสำนวนคดีอย่างละเอียด
ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยไม่ได้ถูกควบคุมตัวเมื่อตอนที่เขาถูกนำตัวมาซักถาม
ถึงกระนั้น
ศาลฟังว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้คำเตือนแจ้งสิทธิมิแรนด้าแล้วและผู้อุทธรณ์ก็เข้าใจได้ดี
ศาลยังฟังว่าผู้อุทธรณ์ได้สละสิทธิในการหาทนายความ
สิทธิในการมีผู้ปกครองอยู่ด้วย
และสิทธิในการไม่พูดโดยรู้สำนึกโดยสมัครใจและโดยมีสต
ิและเขาก็ตกลงที่จะพูดศาลชั้นต้นกล่าวว่าศาลได้คำนึงถึงระดับสติปัญญา
การศึกษา
อายุ
สภาพร่างกายและจิตใจที่ปรากฎของผู้อุทธรณ์และข้อเท็จจริงที่ว่าเขาไม่เคยชินกับระบบยุติธรรมทางอาญามาก่อน
ศาลเห็นว่าคำพูดของตำรวจที่ว่าสิ่งที่เขากล่าวจะไม่ถูกนำไปบอกคนอื่นนั้น
ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอทีจะฝืนเจตนาของผู้อุทธรณ์ในการที่จะรับสารภาพ
ศาลเห็นว่าวิธีการและรูปแบบที่ตำรวจใช้นั้นสามารถกระทำได้และถูกฏหมายและตำรวจไม่เคยให้สัญญาที่จะให้ประโยชน์ใด
ๆ
อย่างไม่ถูกต้องหรือข่มขู่หรือบังคับเขา
ในการวินิจฉัยว่าคำกล่าวของผู้อุทธรณ์เป็นไปโดยสมัครใจ
ศาลได้คำนึงถึงเวลา
ระยะเวลา
และสถานที่ให้การซักถาม
ข้อเท็จจริงที่ว่ามีการเตือนแจ้งสิทธิ
ตลอดจนอายุและประสบการณ์เกี่ยวกับระบบยุติธรรมทางอาญาของผู้อุทธรณ์
ก่อนการพิจารณาคดี
ผู้อุทธรณ์กล่าวว่าข้อต่อสู้ของเขาคือกลุ่มผู้ต้องสงสัยทูซอนเป็นผู้กระทำการฆาตกรรม
และว่าเขาต้องการให้รับฟังคำกล่าวของบุคคลเหล่านั้น
โดยอ้างว่าเป็นคำกล่าวที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประโยชน์ต่อตนเองจึงรับฟังได้
ผู้อุทธรณ์โต้แย้งว่ามาตรฐานของการรับฟังได้ก็คือเกณฑ์ที่ว่าวิญญูชนจะพึงเชื่อว่าคำกล่าวเป็นจริงหรือไม่
ศาลชั้นต้นฟังว่าวิญญูชนจะสามารถสรุปได้ว่าคำกล่าวนั้นเกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดีและไม่มีปัญหาการรับฟังตามกฎข้อ
403 ดังนั้นศาลจึงชี้ขาดว่ารับฟังได้
ต่อมา
ศาลชั้นต้นได้กล่าวว่าคำกล่าวของกลุ่มทูซอนรับฟังได้สำหรับเนื้อของสิ่งที่บุคคลเหล่านั้นพูด
ไม่ใช่เพื่อความมุ่งหมายจะชี้ว่าเพราะคำสารภาพเหล่านั้นได้มาเพราะถูกบังคับ
และคำรับสารภาพของผู้อุทธรณ์จึงได้มาเพราะถูกบังคับและรับฟังไม่ได้
ผู้อุทธรณ์กล่าวว่าข้อโต้แย้งของเขาก็คือว่ามีคำอธิบายข้อเดียวสำหรับคำรับสารภาพของกลุ่มทูซอนก็คือว่า
คำรับสารภาพเหล่านั้นต้องขอบด้วยกฎหมาย
ผู้อุทธรณ์กล่าวว่าสิ่งที่เขาต้องการนำสืบนั้นไม่ใช่เพียงข้อเท็จจริงว่าอเล็กซ์เคยกระทำความผิดทางอาญามาก่อนด้วย
และต้องการแสดงรายละเอียดของอาชญากรรมเหล่านั้น
ศาลชั้นต้นชี้ขาดว่ารายละเอียดในอาชญากรรมรายอื่น
ๆ
ไม่เกี่ยวข้องกับคดีนี้
ดังนั้นรายละเอียดเหล่านั้นจึงไม่พึงรับฟัง
ผู้อุทธรร์ต้องการนำเสนอพยานหลักฐานว่าอเล็กซ์การ์เซียได้เคยสมคบจะฆ่ามอยเชส
ครู๊ซ
แต่โจทก็ได้ติงว่าตัวผู้อุทธรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนนั้น
ผู้อุทธรณ์กล่าวว่าเขาขอสงวนสิทธิที่จะเสนอพยานหลักฐานนั้น
โจทก็ได้เสนอคดีฝ่ายตนตั้งแต่วันที่
20
พฤษภาคม
ถึงวันที่
21 มิถุนายน
ในระหว่างพิจารณาคดีศาลชั้นต้นได้กล่าวอีกครั้งหนึ่งว่า
ผู้อุทธรณ์จะนำเสนอพยานหลักฐานเกี่ยวกับคำสารภาพของกลุ่มทูซอนได้ก็แต่เพียงเพื่อทำให้ตนเองหลุดพ้นจากข้อกล่าวหา
ทนายความของผู้อุทธรณ์กล่าวว่าเขาเข้าใจคำชี้ขาดของศาลและเห็นด้วย
ระหว่างการซักถามอเล็กซ์
ผู้อุทธรณ์ได้กล่าวอีกครั้งหนึ่งว่า
เขาต้องการนำเสนอข้อเท็จจริงในการฆาตกรรมนางคาเมรอน
และต้องการแสดงให้เห็นว่าอเล็กซ์และคาราตาเซียเกี่ยวข้องในอาชญากรรม
ทั้งก่อนและหลังการสังหารที่วัดพุทธ
ดังนั้นพวกเขาน่าจะเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมที่วัดด้วย
ศาลชั้นต้นกล่าวว่า
ศาลจะอนุญาตให้ซักค้านเกี่ยวกับความคาดหวังของอเล็กซ์ต่อการปฏิบัติที่ผ่อนปรนลงสำหรับอาชญากรรมเหล่านั้น
ด้วยการทำข้อตกลงยอมรับผิดแต่ศาลไม่อนุญาตให้ตั้งคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใจอาชญากรรมเหล่านั้น
ต่อมาผู้อุทธรณ์ต้องการจะเสนอพยานหลักฐานว่า
อเล็กซ์และคาราตาเซียเคยทำการปล้นทรัพย์ด้วยกันและตัวเขาเองเคยร่วมด้วยอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
โดยมีความมุ่งหมายจะแสดงว่าคาราตาเซียมีส่วนเกี่ยวข้องในการฆาตกรรมที่วัดไทย
และอเล็กซ์และคาราตาเซียเป็นสมาชิกของขบวนการลักรถ
โดยมีความมุ่งหมายจะแสดงถึงธุรกิจร่วมกันระหว่างอเล็กซ์และคาราตาเซีย
แต่ศาลชั้นต้นชี้ขาดว่าพยานหลักฐานนี้ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี
ผู้อุทธรณ์ได้แจ้งต่อศาลชั้นต้นว่าเขาพยายามจะหาตัวเจมส์
เฮอรอนเพื่อให้มาเป็นพยานในศาลเพราะว่าเฮอรอนจะพูดว่าคาราตาเซียได้เคยบอกว่าคาราตาเซียอยู่ที่วัดนั้นด้วย
ศาลชั้นต้นพูดว่าคำเบิกความนั้นจะเป็นพยานบอกเล่า
ต่อมาผู้อุทธรณ์แจ้งถึงความยุ่งยากที่ยังมีอยู่ในการหาตัวเฮอรอน
โดยที่คำกล่าวของเฮอรอนน่าจะเป็นว่าคาราตาเซียพูดว่าเขาอยู่ที่วัดพร้อมฃด้วยอเล็กซ์และผู้อุทธรณ์ระหว่างการฆาตกรรม
ผู้อุทธรณ์ยอมรับว่าพยานหลักฐานนี้จะไม่สามารถทำให้เขาพ้นความผิดฐานฆาตกรรมไปได้
แต่น่าจะลบล้างองค์ประกอบเรื่องการฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
ผู้อุทธรณ์ได้เสนอคดีฝ่ายตนตั้งแต่วันที่
21
มิถุนายนถึงวันที่
7 กรกฎาคม
เขาเบิกตัวมาร์ค
นูเนซหนึ่งในกลุ่มผู้ต้องสงสัยทูซอนและถามเกี่ยวกับรายละเอียดแวดล้อมทั่งปวง
ที่เกี่ยวกับการยอมสารภาพของเขาผุ้อุทธรณ์ยังได้เบิกตัวนักสืบแพททริค
ไรเล่ย์และรัสเซล
คิมบอลล์
และได้ซักถามเกี่ยวกับการได้มาซึ่งคำสารภาพของนูเนซ
ผู้อุทธรณ์ได้เบิกตัวลีโอ
บรู๊ซ
ผู้ต้องสงสัยอีกคนหนึ่งในกลุ่มทูซอน
และได้ซักถามบรู๊ซเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของการให้สารภาพ
ดังเต
ปาร์คเกอร์
ผู้ต้องสงสัยในกลุ่มทูซอนอีกคนหนึ่งปฏิเสธที่จะมาเบิกความ
ดังนั้น
ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้ผู้อุทธรณ์เปิดเทปบันทึกคำสารภาพของปาร์คเกอร์ได้
ผู้อุทธรณ์ยังได้ซักถามเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับยสภาพแวดล้อมของการสารภาพนั้น
หลังจากทั้งสองฝ่ายเสร็จสิ้นการสืบพยาน
อัยการและทนายความจำเลยได้แถลงปิดคดี
ในวันต่อมาระหว่างขับรถไปทำงาน
ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นได้รับโทรศัพท์จากนายประกันชื่อโรสแมร์ว่า
เฮอรอนกำลังจะไปปรากฎตัวที่สถานีโทรทัศน์ช่อง
10 เพื่อให้สัมภาษณ์
ทนายความของผู้อุทธรณ์ก็ได้รับข่าวลือนี้เช่นกัน
เขาจึงแจ้งต่อศาลชั้นต้นระหว่างการพักการชี้ข้อกฎหมายเสร็จสิ้นลง
ผู้อุทธรณ์ขอให้เปิดการพิจารณาคดีใหม่
ศาลชั้นต้นได้สั่งยกคำร้องขอเปิดการพิจารณาคดีใหม่
คณะลูกขุนเห็นว่าผู้อุทธรณ์กระทำผิดตามข้อกล่าวหาทุกระทง
สำหรับข้อหาฆาตกรรมเก้ากระทงนั้น
ลูกขุนทั่งสิบสองคนเห็นว่าผู้อุทธรณ์มีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา
สำหรับกระทงที่หนึ่งไม่มีลูกขุนคนใดเห็นว่าผู้อุทธรณ์มีความผิดถึงขึ้นฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
สำหรับกระทงที่สองถึงเก้า
มีลูกขุนเพียงคนเดียวที่เห็นว่าผู้อุทธรณ์มีความผิดฐานฆ่าคนโดยไตรตรองไว้ก่อน
โจทก็ได้ขอให้ศาลลงโทษประหารชีวิตศาลชั้นต้นจึงไต่สวนเพื่อพิจารณาเหตุเพิ่มโทษและเหตุบรรเทาโทษ
ศาลเห็นว่าผู้อุทธรณ์มิได้เป็นผู้ลงมือสังหารแต่เขาเป็นผู้ร่วมกระทำผิดและแสดงความไม่อนาทรต่อชีวิตมนุษย์
ดังนั้น
ผู้อุทธรณ์อาจได้รับโทษประหารชีวิตได้
ศาลเห็นว่าการฆาตกรรมเป็นการกระทำเพื่อเอาประโยชน์ทางทรัพย์สิน
และเป็นการกระทำที่ชั่วร้ายหรือเลวทราม
เพราะผู้อุทธรณ์ชื่นชอบต่อการสังหาร
ดังที่เห็นได้จากข้อเท็จจริงที่ว่าเขาหัวเราะขณะที่ดูโทรทัศน์และต่อมายังคุยโวโอ้อวดเกี่ยวกับการเป็นมือสังหารรับจ้าง
ศาลยังเห็นว่าผู้อุทธรณ์มีความผิดในการฆาตกรรมหลายราย
ศาลเห็นเหตุบรรเทาโทษบางประการอันเนื่องจากอายุของผู้อุทธรณ์
การไม่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อน
และโทษที่อาจจะลงได้แก่อเล็กซ์
ศาลกล่าวว่า "เป็นที่ชัดแจ้งจากพยานหลักฐานว่า
จำเลยและการ์เซียเกี่ยข้องในอาชญากรรมที่นำไปสู่การฆาตกรรม และบุคคลทั้งสองเป็นตัวการสำคัญในเหตุการณ์ฆาตกรรมเหล่านั้น" ศาลเห็นว่าโทษสูงสุดที่อเล็กซ์จะได้รับคือจำคุกตลอดชีวิตนั้นถือว่า
เป็นเหตุบรรเทาโทษเพียงพอที่จะลงโทษผู้อุทธรณ์ให้จำคุกตลอดชีวิต
ดังนั้น
สำหรับกระทงที่หนึ่งถึงเก้า
ศาลจึงพิพากษาลงโทษผู้อุทธรณ์ให้จำคุกตลอดชีวิต
โดยรับโทษต่อเนื่องกันไป
สำหรับกระทงที่สิบถึงสิบแปด
ศาลลงโทษจำคุก 21
ปี
โดยรับโทษทุกกระทงพร้อมกันไป
แต่นับต่อเนื่องจากโทษสำหรับกระทงที่หนึ่งถึงเก้า
สำหรับกระทงที่สิบเก้า
ศาลลงโทษจำคุก 21
ปี
ต่อเนื่องจากโทษสำหรับกระทงที่หนึ่งถึงสิบแปด
และสำหรับกระทงที่ยี่สิบ
ศาลลงโทษจำคุกสิบสี่ปีต่อเนื่องจากระทงที่หนึ่งถึงสิบเก้า
ในวันที่ 16
กุมภาพันธ์
ค.ศ.
1994 (พ.ศ.
2537) ผู้อุทธรณ์ได้ยื่นคำอุทธรณ์
คำพิพากษาและการลงโทษในกำหนด
ศาลอุทธรณ์นี้มีเขตอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญของอริโซน่า มาตรา
6
ส่วนที่ 9
และกฎหมายแห่งมลรัฐอริโซน่ามาตร
12
- 120.21
(A) (1),
13 - 4031 และ
13 - 4033 (A)
|