|
ข้อเท็จจริงคดีฆ่าพระ
ที่วัดไทย ในอริโซน่า
เมื่อ
๑๐ สิงหาคม ๒๕๓๔
จากคำแปลของ
ธัชชัย ศุภผลศิริ
ในหนังสือสรุปสำนวนคดีฆ่าพระล้างบางที่อริโซน่า
โจนาธัน ดูดี้
ผู้ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์อยู่ในขณะที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น
ถูกฟ้องและถูกลงโทษรวมทั้งหมดเก้ากระทงในข้อหาฆ่าคนตายโดยไตรตรองไว้ก่อน
อีกเก้ากระทงในข้อหาปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธ
และอีกหนึ่งกระทงในข้อหาหลักทรัพย์และซ่องโจร
ศาลพิพากษาโดยเรียงกระทงลงโทษให้จำคุกตลอดชีวิตสำหรับความผิดฐานฆ่าคนตาย
และโทษาจำคุกเพิ่มเติมสำหรับฐานความผิดอื่น
ๆ ดูดี้ได้อุทธรณ์คำชี้ขาดและคำพิพากษาลงโทษสำหรับทุกกระทง
ในวันที่ 10
สิงหาคม ค.ศ.
1991 (พ.ศ.2534)
มีคนเก้าคนถูกยิงตายที่วัดพรหมคุณารามนอกเมืองฟีนีกซ์
ผู้ตายซึ่งเป็นชายแปดคนและหญิงสูงอายุหนึ่งคน
เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาหรือไม่ก็เกี่ยวข้องกับวัดในทางใดทางหนึ่ง
ศพถูกพบในลักษณะเรียงเป็นวงกลม
แต่ละศพมีรอยถูกยิงด้วยปืนยาวและปืนลูกซอง
ส่วนที่เป็นที่พักอาศัยในบริเวณวัดถูกรื้อค้นและได้รับความเสียหาย
ทรัพย์สินบางชิ้นก็ถูกขโมยไปด้วย
ทางการได้เร่งจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาคลี่คลายคดีนี้
ซึ่งถือว่าเป็นคดีฆาตกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมลรัฐอริโซน่า
ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า
ผู้เกี่ยวข้องกับคดีนี้ย่อมได้รับแรงกดดันอย่างมากในการหาหลักฐานว่าใครเป็นผู้กระทำผิด
ในที่เกิดเหตุนั้นมีปรากฏร่องรอยหลักฐานอยู่บ้าง
แต่ไม่มีร่องรอยว่าผู้ตายได้ดิ้นรนขัดขืนเลย
คดีมาได้เค้าคลี่คลายประมาณต้นเดือนกันยายน
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับข้อมูลว่า
ชายสี่คนจากย่านทูซอนที่ชื่อว่าไมค์
แม็คกรอว์, ดันเต
ปาร์คเกอร์,
มาร์ค นูเนช
และลีโอ บรูซ
เป็นผู้กระทำผิด
ทั้งสี่คนจึงถูกจับกุมและนำตัวมาสอบสวน
ณ ศูนย์ปฏิบัติการของหน่าวยเฉพาะกิจที่เมืองฟีนิกซ์
การสอบสวนดำเนินไปอย่างยาวนานและกดดัน
โดยพนักงานสอบสวนหลายคนรวมทั้งนักสืบแพทริก
ไทรเล่ย์ นักสืบเดวิด
มันเล่ย์ และนักสืบริค
ซินซาบอห์
ผู้ต้องสงสัยทั้งสี่ซึ่งเรียกขานกันว่าแก็งทูซอนสี่คนได้รับสารภาพและซัดทอดกัน
ทั้งยังให้รายละเอียดของการกระทำและสถานที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด
ที่สาธารณชนยังไม่รู้
และสอดคล้องกับข้อมูลที่พนักงานสอบสวนได้รู้มา
ต่อมาในวันที่
3 ตุลาคม
ผู้ต้องหาทั้งสี่คนนั้นก็ถูกตั้งข้อหาว่ากระทำการฆาตกรรม
ในวันที่ 24
ตุลาคม ค.ศ.
1991 (พ.ศ. 2534) เจ้าหน้าที่ได้ระบุว่าปืนยาวกึ่งอัตโนมัติมาร์ลิน
ขนาด.22 โมเดล 60
ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้มาก่อนหน้านี้เป็นอาวุธปืนที่ใช้สังหาร
ปืนนี้เป็นของโรแลนโด
คาราตาเซีย
จูเนียร์ ซึ่งอาศัยในอพาร์ทเมนท์เดียวกับโจนาธัน
ดูดี้ ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมหรือกันยายน
พนักงานสอบสวนได้รับข้อมูงมาว่าคาราตาเซียเคยถูกจับที่ฐานทัพอากาศลุค
เมื่อวันที่
21 สิงหาคม ในข้อหามีอาวุธปืนนี้ในครอบครอง
ในวันที่ 10
กันยายน นักสืบซินซาบอห์ติดต่อกับคาราตาเซียและได้รับปืนยาวมาโดยบอกคาราตาเซียว่า
เขาต้องการจะตรวจสอบว่าเป็นปืนที่ถูกขโมยมาหรือเปล่า
ในวันเดียวกันนั้น
นักสืบซินซาบอห์
ก็ทำการสอบปากคำโจนาธัน
ดูดี้
ที่ฐานทัพอากาศลุกค์
ดูดี้ซึ่งรู้จัก
คาราตาเซียอยู่แล้วนี้เป็นชาวไทยและมีความเกี่ยวพันอยู่กับวัดพรหมคุณารามหลายประการด้วย
การที่เจ้าหน้าที่ระบุได้เมื่อวันที่
24 ตุลาคม
ว่าปืนที่ยืดมาได้เป็นปืนที่ใช้ในการกระทำความผิด
ทำให้มีการพยายามโยงอาวุธปืนและตัวเจ้าของปืนเข้ากับกลุ่มทูซอนสี่คน
แต่ในขณะที่เจ้าหน้าที่รู้เรื่องปืนยาวนั้นนักสืบซินซาบอห์และนักสืบไรเล่ย์
กำลังสอบถามพ่อของดูดี้อยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติของหน่วยเฉพาะกิจอยู่พอดี
ในเย็นวันต่อมามีการดำเนินการอย่างค่อนข้างผิดปกติ
เพื่อให้ไบรอัน
ดูดี้ออกจากเมืองไป
ในวันที่ 25
ตุลาคม เจ้าหน้าที่เชิญตัวคาราตาเซียมาสอบถามตอนแรก
คาราตาเซีย
อ้างว่าเขาให้อเล็กซ์
การ์เซีย และดูดี้ยืมปืนยาวไปเมื่อประมาณปลายเดือนสิงหาคม
แต่ต่อมากลับอ้างว่าจำได้ว่าน่าจะเป็นตอนต้นเดือน
คือ วันที่
8 หรือ
9 สิงหาคม
และได้รับคืนมาประมาณสองสามวันหลังจากนั้น
คาราตาเซียยืนยันว่าเขาไม่รู้เรื่องและไม่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมใด
ๆ
ที่ก่อขึ้นด้วยปืนของเขาทั้งสิ้น
หลังจากนั้น
ดูดี้และการ์เซียก็ถูกตามตัวมาสอบถาม
การ์เซียสามารถได้ยินการซักถามดูดดี้ในห้องข้าง
ๆ ได้ และได้ยินคาราตาเซียปฏิเสธด้วยเสียงอันดังว่าไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย
การ์เซียยอมรับว่าได้ขอยืมปืนยาวของคาราตาเซียไป
แต่เมื่อเขาได้รับแจ้งว่ามันเป็นปืนที่ถูกระบุว่าใช้ในการสังหารโหด
การ์เซียได้ขออ้างสิทธิ์ที่จะไม่พูดอะไรทันที
ทำให้การสอบถามต้องระงับลง
ในระหว่างนั้น
เจ้าหน้าที่ได้เข้าค้นบ้านของการ์เซียและยึดปืนลูกซองมาได้กระบอกหนึ่ง
เจ้าหน้าที่ได้ให้พ่อของการ์เซียมาตอบข้อซักถามด้วย
ในเวลาต่อมา
พ่อของการ์เซียให้การว่าเขาถูกเกลี้ยกล่อมให้เชื่อว่า
ลูกชายของเขาอาจจะต้องรับโทษจำคุกประมาณเจ็ดปีถึงเก้าปี
ถ้าให้ความร่วมมือ
การ์เซียได้สารภาพว่าเขาเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ด้วย
หลังจากที่คุยกับพ่อของเขาเป็นการส่วนตัวแล้ว
อย่างไรก็ดี
การณ์เซียอ้างว่าเป็นแผนการของดูดี้ที่ให้ไปที่วัดเพื่อปล้นฆ่าและเป็นดูดี้เองที่ใช้ปืนยาวฆ่าคน
การ์เซียยังอ้างต่อไปว่า
ดาดี้ยืนยันว่าต้องฆ่าพวกพระสงฆ์ด้วย
เพราะ"ต้องไม่ให้มีพยาน"
("no witnesses") การ์เซียยังบอกเจ้าหน้าที่ด้วยว่าคาราตาเซีย,
จอร์จ, เพื่อนคนหนึ่งของจอร์จ
และกลุ่มทูซอนสี่คนไปที่วัดและมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมที่วัดไทยในคืนนั้นด้วย
การสอบถามดูดี้เริ่มขึ้นตอนเวลาสามทุ่มยี่สิบห้านาทีของคืนวันที่
25 ตุลาคม
(ก่อนการสอบถามการ์เซีย)
และดำเนินต่อไปตลอดทั้งคืน
เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจนแน่ใจว่าดูดี้ถูกแยกจากพ่อของเขาและจากการช่วยเหลืออื่น
ๆ แล้ว ดูดี้ถูกสอบถามอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาถึง
12
ชั่วโมงครึ่งโดยทีมสอบสวนที่มากประสบการณ์
ประมาณตีสี่ของวันรุ่งขึ้น
ดูดี้ยอมรับว่าเขาได้ไปที่วัดพร้อมกับการ์เซีย,
คาราตาเซีย,
จอร์จ กอนซาเลซ
และเพื่อนคนหนึ่งของจอร์จในคืนที่พระสงฆ์ถูกปล้นฆ่า
เราควรรู้ข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับโจนาธัน
ดูดี้ เพื่อจะได้เข้าใจว่าการสอบสวนมีผลต่อเขาอย่างไร
โจนาธันมีชื่อไทยว่า
วีรพล คำแก้ว
เกิดเมื่อ ค.ศ. 1974
(พ.ศ. 2517)
ตั้งแต่เกิดถึงอายุห้าขวบ
เขาอยู่กับพ่อแม่คนไทยในจังหวัดนครราชสีมา
เมื่อเขาอายุได้
5 ขวบ
พ่อของเขาตายอย่างกระทันหันโดยมีเลือดไหลออกทางหู
หาก และจมูกต่อหน้าต่อตาลูกชายซึ่งตกใจกลัวอยู่
แม่ของเขาไปจากประเทศไทยหนึ่งเดือนหลังจากพ่อของเขาตาย
โดยทิ้งโจนาธันให้อยู่กับป้าที่นอกเขตกรุงเทพมหานคร
แม่ของโจนาธันไปเยอรมนี
ซึ่งเป็นที่ที่พี่สาวของเธอซึ่งได้แต่งงานกับทหารอเมริกันอาศัยอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว
แม่ของเขาไม่ได้ติดต่อกลับมาหาโจนาธันเลยเป็นเวลาถึงสามปี
แม่ของโจนาธันได้พบไบรอัน
ดูดี้ ซึ่งเป็นทหารอเมริกันในเยอรมันและได้แต่งงานกันทั้ง
ๆ ที่พูดกันคนละภาษา
ในเดือนกรกฎาคม
ค.ศ.1982 (พ.ศ.
2525) แม่ของเขากับสามีใหม่กลับไปเมืองไทยโดยไม่ได้บอกโจนาธันล่วงหน้า
และได้รับเขามาอยู่เยอรมันนี้ในวัดถัดมาเลย
ทั้งหมดอยู่ด้วยกันที่เยอรมันนีต่อมาอีกหนึ่งปีครึ่งต่อมา
ไบรอัน ดูดี้
ถูกย้ายไปประจำการในจอร์เจีย
ที่นั่นเขาตกลงรับโจนาธันเป็นบุตรบุญธรรมและให้ใช้ชื่อของเขาได้
ใน ค.ศ.
1985 (พ.ศ.
2528) ไบรอันถูกย้ายไปเกาหลี
แต่ครอบครัวของเขายังอย่ยูในจอร์เจีย
ปีต่อมาไบรอันถูกย้ายไปเกาะกวมโดยครอบครัวของเขาย้ายตามไปด้วย
หลังจากนั้นใน
ค.ศ. 1989
(พ.ศ. 2532)
ไบรอันย้ายไปประจำที่ฐานทัพอากาศลุค
ซึ่งเป็นที่ที่ครอบครัวนี้อาศัยอย่ยู่ในขณะที่เกิดเหตุฆาตกรรมที่วัดไทย
ข้อมูลที่เกี่ยวโยงกับการพิพากษาลงโทษโจนาธัน
ดูดี้ แสดงว่า
โจนาธันไม่ได้มี
ความสามารถที่จะสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้ถึงระดับที่จะใช้การได้ดีเลย
ทั้งการสื่อสารในภาษาไทยก็ไม่ค่อยได้เรื่องนัก
เพราะเขาจากประเทศไทยมาตั้งแต่อยู่
8 ขวบ และพ่ออเมริกันของเขาก็ห้ามพูดไทยในบ้าน
ฉะนั้น ความสามารถอันจำกัดในการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษของเขาจึงเห็นได้จากการใช้ภาษาพื้น
ๆ
และศัพท์ที่มีความหมายตรง
ๆ
ดังปรากฏในเทปบันทึกการสอบสวนนั่นเอง
โจนาธันเป็นคนสุภาพและผู้คนก็รู้จักเขาในลักษณะนั้น
ความสนใจที่แท้จริงของเขาซึ่งมีมาตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก
ๆ
ยามได้เห็นเครื่องบินไอพ่นบินผ่านหลังคาบ้านก็คือเครื่องบินและการบิน
เขาเข้าร่วมโครงการอาสาสมัครรักษาดินแดนของโรงเรียนมัธยมด้วย
ที่จริงแล้ว
ขณะที่นักสืบไรเล่ย์และเจ้าหน้าที่เอฟบีไอวู๊ดดลิ่งไปพบเขา
และพาตัวเขาไปสอบถามที่ศูนย์ปฏิบัติการของหน่วยเฉพาะกิจบนชั้นสี่ของอาคารอีสต์คอร์ตนั้น
โจนาธันก็ยังอยู่ในเครื่องแบบโดยทำหน้าที่เป็นหน่วยป้องกัน
ขณะมีการแข่งขันฟุตบอลของโรงเรียนอยู่
เมื่อถูกนำตัวมาสอบปากคำ
โจนาธันไม่มีผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่ที่จะช่วยหรือแนะนำเขาเลย
เขาได้รับการแจ้งเตือนสิทธิ
(Miranda Rights)
และได้ลงชื่อในแบบฟอร์มขอสละสิทธิด้วย
โจนาธันถูกสอบปากคำแทบจะไม่มีการหยุดพักเป็นเวลามากกว่า
12 ชั่วโมง ในห้องขนาด
10 คูณ
18 ฟุต
ซึ่งไม่มีหน้าต่าง
ในห้องมีแค่เก้าอี้พนักตรงไม่มีที่ท้าวแขนสามตัวและมีไมโครโฟนซ่อนอยู่
นักสืบไรเล่ย์
นักสืบมันเล่ย์
และนักสืบชินซาบอห์เป็นผู้ซักถามโดยร้อยเอกไวท์เข้ามาส่วนซักถามเป็นช่วง
ๆ
การสอบสวนนี้มีการบันทึกเทปไว้ซึ่งต่อมามีการถอดเทปออกมา
เทคนิคการสอบถามทุกอย่างถูกนำมาใช้กับดูดี้
มีทั้งการกระตุ้น
เตือน ตำหนิ
อ้างถึงเกียรติยศหน้าที่และความเป็นลูกผู้ชาย
การสัญญาว่าจะคุ้มครองตัวเขาและบุคคลที่เขารัก
การหลอกว่าสิ่งที่เขาพูดจะไม่เปิดเผยแก่คนอื่น
ตลอดจนการรุกเร้าอย่างแข็งกร้าวว่าเขาจะต้องบอกทุกอย่างที่รู้
ในที่สุดหลังจากการสอบถามติด
ๆ กัน หลายชั่วโมง
และเมื่อพนักงานสอบสวนบอกว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นจะไม่ถูกนำไปบอกแก่ผู้อื่นโจนาธัน
จึงยอมรับว่าเขาและการ์เซียเคยยืมปืนยาวของคาราตาเซียไปครั้งหนึ่ง
แต่ยืมและคืนไปก่อนเกิดเหตุฆาตกรรมที่วัดไทย
โจนาธันได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนว่าปืนยาวนั้นใช้ฆ่าพระที่วัดไทย
หลังจากนั้นการสอบถามยังดำเนินต่อไป
เพราะพนักงานสอบสวนรุกเร้าว่าโจนาธันต้องรู้อะไรมากกว่านั้น
หลังจากตีสาม
ร้อยเอกไวท์เข้ามาร่วมซักถามด้วยกับนักสืบมันเล่ย์
นักสืบซินซาบอห์
และนักสืบไรเล่ย์
และบอกว่าได้ควบคุมกลุ่มสี่คนจากทูซอน
ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดไว้แล้ว
แต่ต้องการรับทราบเรื่องทั้งหมดจากโจนาธัน
การสอบถามทั้งหมดมาขมวดปมตรงจุดนี้
ร้อยเอกไวท์ให้สัญญาว่าจะปกป้องโจนาธัน
นักสืบซินซาบอห์เยินยอสติปัญญาและความรักพวกพ้องอย่างชายชาติทหารของเขา
ในที่สุด โจนาธันจึงไม่อาจต้านทานแรงกดดันได้
ประมาณตีสี่
เขาเริ่มบอกแก่พนักงานสอบสวนว่ากลุ่มสี่คนตจากทูซอนไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย
ส่วนตัวเขาอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยและไม่รู้ว่าใครเป็นคนลงมือสังหาร
ตามคำพูดของโจนาธัน
มีคนห้าคนที่เกี่ยวข้อง
คือ รอลลี่
คาราตาเซีย, จอร์จ
กอนซาเลซ เพื่อนของกอนซาเลซคนหนึ่งซึ่งโจนาธันไม่รู้ชื่อ
การ์เซีย และตัวโจนาธันเอง
ดูดี้เล่าว่าคาราตาเซียและจอร์จมาหาเขากับการ์เซีย
โดยมีแผนการบางอย่างเกี่ยวกับวัดและขอความเห็นโจนาธันว่าแผนนี้จะใช้ได้หรือไม่
ดูดี้เชื่อว่าแผนการนี้เป็นแค่เกมส์หนึ่งที่จะเล็ดรอดเข้าสู่ตัววัดได้
โดยไม่ต้องแตะต้องเครื่องดักจับสัญญาณเคลื่อนไหวที่ติดตั้งไว้รอบตัววัด
เขาได้แนะนำให้ปรับปรุงแผนด้วย
ดูดี้กล่าวว่าในคืนเกิดเหตุนั้น
พวกเขาทั้งห้าคน
อันได้แก่ คาราตาเซีย,
กอนซาเลซ, เพื่อนของกอนซาเลซ,
การ์เซีย
และตัวเขาไปที่วัดด้วยรถสองคัน
คือรถมัสแตงของเขาเองและรถมอนตีคาร์ดลเอสเอสของจอร์จ
พวกเขาไปพบกันที่แม่น้ำ
โจนาธันและการ์เซียแต่งชุดสนาม
คาราตาเซียเอาปืนยาวของเขาไปด้วย
มีคนหนึ่งที่มีปืนลูกซอง
ดูดี้คิดว่าน่าจะมีปืนยาวสามกระบอก
และจอร์จมีปืนลูกซอง ดูดี้เองมีเพียงมีดเล่มหนึ่ง
ดูดี้ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นในวัดและไม่รู้ว่าใครเป็นคนลงมือยิง
เขารู้ว่ามีคนอื่นที่เข้ารื้อค้นห้องและพวกพระอยู่ในห้องกลางโดยยกมือขึ้น
เขาชี้ว่ามีบางอย่างผิดแผนไปเพราะพระหนุ่มรูปหนึ่งเกิดจำจอร์จได้และตะโกนจอร์จออกมา
พวกนั้นจึงถกเถียงกันว่าจะทำอย่างไรดี
ดูดี้ถูกให้ออกไปข้างนอกแล้วเขาก็ได้ยินเสียงปืน
.22 และเสียงปืนลูกซอง
และเสียง .22 อีก
เขาไม่เห็นว่าใครเป็นคนยิง
หลังจากเกิดการยิงแล้ว
มีคนหนึ่งที่ผลักเขาและพูดว่า
"เผ่นเถอะ"
ดูดี้วิ่งไปที่รถของเขาและรถทั้งสองคันก็กลับไปที่จุดนับพบ
มีคนในกลุ่มบอกดูดี้ว่า
ถ้าเขาพูดอะไรไปพวกเขาจะเล่นงานแฟนของเขา
รวมทั้งครอบครัวและตัวดูดี้เองด้วยแต่พนักงานสอบสวนไม่ยอมเชื่อคำให้การของดูดี้
ในที่สุด ดูดี้ก็ต้องยอมรับอีกว่ากลุ่มสี่คนจากทูซอนอยู่ที่นั่นด้วย
การสอบปากคำจบลงโดยดูดี้อ่อนระโหยโรยแรง
และร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างกลั้นไม่อยู่
การ์เซียและโจนาธันถูกจับกุมหลังจากการสอบถามเสร็จสิ้น
โดยถูกตั้งข้อหาหลายข้อด้วยกัน
มีทั้งฆ่าคนตายโดยเจตนา
ปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธ
ลักทรัพย์
และซ่องโจร
เพื่อการลักทรัพย์และปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธ
คาราตาเซียถูกจับด้วยข้อหาลักทรัพย์
ในรายอื่น ๆ พ่วงเข้าด้วย
การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไปในที่สุด
กลุ่มสี่คนถูกทูซอนได้รับการปล่อยตัวไป
โดยยกเลิกข้อหาทั้งหมด
คดีนี้ต่อมาได้โอนไปที่ศาลชั้นต้น
หลังจากมีการไต่สวนคำร้องขอโอนคดีของผู้เยาว์แล้ว
ฝ่ายโจทก็ต้องการให้จำเลยวัยรุ่นทั้งสองคนได้รับโทษถึงประหารชีวิต
หลังจากกระบวนพิจารณาไต่สวนความสมัครใจในการสารภาพแล้ว
ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่าคำรับสารภาพของการ์เซียและของโจนาธันนั้น
ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายและรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีได้
ในเดือนมกราคม
ค.ศ. 1993 (พ.ศ.
2526) การ์เซียได้ทำความตกลงกับตำรวจว่าจะรับสารภาพและจะให้การปรักปรำโจนาธัน
ตามข้อตกลงนี้
การ์เซียจึงรับว่าเป็นผู้กระทำผิดในคดีฆาตกรรมที่วัดไทย
และการฆ่าตกรรมอย่างเลือดเย็นอีกรายหนึ่งต่อมา
ซึ่งไม่เกี่ยวกับคดีแรก
การ์เซียซึ่งมีส่วนสูงกว่าหกฟุตและหนักกว่าสองร้อยปอนด์กับแฟนสาวอายุ
14 ปี
ได้ฆ่าหญิงชราที่ไม่มีทางสู้คนหนึ่งชื่ออลิซ
คาเมรอน ในบริเวณที่ตั้งแคมป์แห่งหนึ่งในช่วงเวลาหลังจากเหตุฆาตกรรมที่วัดไทยไม่นานนัก
และก่อนที่เขาจะถูกจับเป็นที่น่าสังเกตว่า
ในการทำฆาตกรรมหญิงชรีานั้น
การ์เซียเองได้เป็นผู้พูดวลีที่ว่า
"ต้องไม่ให้มีพยาน"
เพื่อโน้มน้าวแฟนของเขาว่าต้องฆ่าคาเมรอนเสีย
ฝ่ายโจทก็ให้ข้อแลกเปลี่ยนกับการที่การ์เวียรับผิดและจะให้การปรักปรำโจนาธัน
ดูดี้ว่าการ์เซียจะไม่ต้องรับโทษประหารชีวิต
สำหรับการฆาตกรรมที่วัดไทยและการฆาตกรรมอลิซ
คาเมรอนโดยเขาอาจจะต้องโทษจำคุกเพียงยี่สิบห้าปี
คำสารภาพของการ์เซียผสมกับเรื่องราวที่เขาเล่าและท่าทีของฝ่ายโจทก์
ทำให้เกิดรูปคดีฆาตกรรมรายนี้ขึ้นมาใหม่อีกแบบหนึ่ง
ในลักษณะที่ว่าชายสี่คนจากทูซอนไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยแม้ว่าพวกเขาจะรับสารภาพก็ตาม
แต่มีเพียงการ์เซียและโจนาธันเท่านั้นที่อยู่ที่วัดขณะที่พระถูกสังหาร
โจนาธันคนเดียวเท่านั้นที่เป็นผู้วางแผนปล้นและฆ่า
และโจนาธันเป็นผู้ชักนำให้การ์เซียมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจนจบ
โจนาธันเป็นคนตัดสินว่าจะ
"ต้องไม่ให้มีพยาน"
แม้ว่าการ์เซียจะเปลี่ยนใจแล้วก็ตาม
และเป็นโจนาธันแต่ผู้เดียวอีกเช่นกันที่ลงมือยิง
จากการที่ฝ่ายโจทก็ทำข้อตกลงกับการ์เซีย
และยอมรับเรื่องราวที่เป็นประโยชน์แก่การ์เซียเองโจทก์จึงปล่อยคนอื่น
ๆ ไปหมดรวมทั้งโรแลนโด
คาราตาเซีย
ทั้ง ๆ
ที่มีหลักฐานเป็นจำนวนมากที่บ่งชี้ว่า
มีคนเข้ากระทำผิดมากกว่าสองคนขึ้นไป
และชี้ถึงการมีส่วนร่วมของคาราตาเซียโดยเฉพาะ
ทนายจำเลยเองก็บอกแก่คณะลูกขุนในเวลาต่อมา
ว่าหลักฐานเกี่ยวกับคาราตาเซียนั้นมีมากมาย
|