บทความ

   

ประวัติวัด
พรหมคุณาราม

ชุดที่ ๑
ชุดที่ ๒

ชุดที่ ๓
ชุดที่ ๔
ภาษาอังกฤษ

ครั้งหนึ่ง ณ
วัดพรหมคุณาราม
ชุดที่ ๑
ชุดที่ ๒

ชุดที่ ๓
ชุดที่ ๔

 


Powered by



 



ครั้งหนึ่ง ณ วัตพรหมคุณาราม  (ชุดที่ ๒)

ข้อเท็จจริงคดีฆ่าพระ
ที่วัดไทย ในอริโซน่า

เมื่อ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๓๔  

จากคำแปลของ ธัชชัย ศุภผลศิริ
ในหนังสือสรุปสำนวนคดีฆ่าพระล้างบางที่อริโซน่า

            โจนาธัน  ดูดี้  ผู้ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์อยู่ในขณะที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น[2]  ถูกฟ้องและถูกลงโทษรวมทั้งหมดเก้ากระทงในข้อหาฆ่าคนตายโดยไตรตรองไว้ก่อน  อีกเก้ากระทงในข้อหาปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธ และอีกหนึ่งกระทงในข้อหาหลักทรัพย์และซ่องโจร  ศาลพิพากษาโดยเรียงกระทงลงโทษให้จำคุกตลอดชีวิตสำหรับความผิดฐานฆ่าคนตาย  และโทษาจำคุกเพิ่มเติมสำหรับฐานความผิดอื่น ๆ ดูดี้ได้อุทธรณ์คำชี้ขาดและคำพิพากษาลงโทษสำหรับทุกกระทง[3]

            ในวันที่  10  สิงหาคม  ค.ศ.  1991  (พ.ศ.2534)  มีคนเก้าคนถูกยิงตายที่วัดพรหมคุณารามนอกเมืองฟีนีกซ์  ผู้ตายซึ่งเป็นชายแปดคนและหญิงสูงอายุหนึ่งคน  เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาหรือไม่ก็เกี่ยวข้องกับวัดในทางใดทางหนึ่ง  ศพถูกพบในลักษณะเรียงเป็นวงกลม  แต่ละศพมีรอยถูกยิงด้วยปืนยาวและปืนลูกซอง  ส่วนที่เป็นที่พักอาศัยในบริเวณวัดถูกรื้อค้นและได้รับความเสียหาย  ทรัพย์สินบางชิ้นก็ถูกขโมยไปด้วย 

            ทางการได้เร่งจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาคลี่คลายคดีนี้ ซึ่งถือว่าเป็นคดีฆาตกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมลรัฐอริโซน่า  ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า  ผู้เกี่ยวข้องกับคดีนี้ย่อมได้รับแรงกดดันอย่างมากในการหาหลักฐานว่าใครเป็นผู้กระทำผิด  ในที่เกิดเหตุนั้นมีปรากฏร่องรอยหลักฐานอยู่บ้าง  แต่ไม่มีร่องรอยว่าผู้ตายได้ดิ้นรนขัดขืนเลย 

            คดีมาได้เค้าคลี่คลายประมาณต้นเดือนกันยายน  เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับข้อมูลว่า  ชายสี่คนจากย่านทูซอนที่ชื่อว่าไมค์ แม็คกรอว์,  ดันเต  ปาร์คเกอร์,  มาร์ค  นูเนช  และลีโอ  บรูซ  เป็นผู้กระทำผิด  ทั้งสี่คนจึงถูกจับกุมและนำตัวมาสอบสวน ณ ศูนย์ปฏิบัติการของหน่าวยเฉพาะกิจที่เมืองฟีนิกซ์  การสอบสวนดำเนินไปอย่างยาวนานและกดดัน โดยพนักงานสอบสวนหลายคนรวมทั้งนักสืบแพทริก  ไทรเล่ย์  นักสืบเดวิด  มันเล่ย์  และนักสืบริค  ซินซาบอห์  ผู้ต้องสงสัยทั้งสี่ซึ่งเรียกขานกันว่าแก็งทูซอนสี่คนได้รับสารภาพและซัดทอดกัน  ทั้งยังให้รายละเอียดของการกระทำและสถานที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ที่สาธารณชนยังไม่รู้ และสอดคล้องกับข้อมูลที่พนักงานสอบสวนได้รู้มา  ต่อมาในวันที่  3  ตุลาคม  ผู้ต้องหาทั้งสี่คนนั้นก็ถูกตั้งข้อหาว่ากระทำการฆาตกรรม     

            ในวันที่  24  ตุลาคม  ค.ศ. 1991 (พ.ศ. 2534)  เจ้าหน้าที่ได้ระบุว่าปืนยาวกึ่งอัตโนมัติมาร์ลิน ขนาด.22 โมเดล  60 ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้มาก่อนหน้านี้เป็นอาวุธปืนที่ใช้สังหาร  ปืนนี้เป็นของโรแลนโด  คาราตาเซีย  จูเนียร์  ซึ่งอาศัยในอพาร์ทเมนท์เดียวกับโจนาธัน  ดูดี้  ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมหรือกันยายน4  พนักงานสอบสวนได้รับข้อมูงมาว่าคาราตาเซียเคยถูกจับที่ฐานทัพอากาศลุค เมื่อวันที่  21 สิงหาคม  ในข้อหามีอาวุธปืนนี้ในครอบครอง  ในวันที่  10  กันยายน  นักสืบซินซาบอห์ติดต่อกับคาราตาเซียและได้รับปืนยาวมาโดยบอกคาราตาเซียว่า เขาต้องการจะตรวจสอบว่าเป็นปืนที่ถูกขโมยมาหรือเปล่า  ในวันเดียวกันนั้น  นักสืบซินซาบอห์    ก็ทำการสอบปากคำโจนาธัน    ดูดี้    ที่ฐานทัพอากาศลุกค์5 ดูดี้ซึ่งรู้จัก

คาราตาเซียอยู่แล้วนี้เป็นชาวไทยและมีความเกี่ยวพันอยู่กับวัดพรหมคุณารามหลายประการด้วย6 

            การที่เจ้าหน้าที่ระบุได้เมื่อวันที่  24  ตุลาคม  ว่าปืนที่ยืดมาได้เป็นปืนที่ใช้ในการกระทำความผิด  ทำให้มีการพยายามโยงอาวุธปืนและตัวเจ้าของปืนเข้ากับกลุ่มทูซอนสี่คน  แต่ในขณะที่เจ้าหน้าที่รู้เรื่องปืนยาวนั้นนักสืบซินซาบอห์และนักสืบไรเล่ย์ กำลังสอบถามพ่อของดูดี้อยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติของหน่วยเฉพาะกิจอยู่พอดี7  ในเย็นวันต่อมามีการดำเนินการอย่างค่อนข้างผิดปกติ  เพื่อให้ไบรอัน  ดูดี้ออกจากเมืองไป8

            ในวันที่  25  ตุลาคม  เจ้าหน้าที่เชิญตัวคาราตาเซียมาสอบถามตอนแรก  คาราตาเซีย  อ้างว่าเขาให้อเล็กซ์  การ์เซีย  และดูดี้ยืมปืนยาวไปเมื่อประมาณปลายเดือนสิงหาคม  แต่ต่อมากลับอ้างว่าจำได้ว่าน่าจะเป็นตอนต้นเดือน  คือ  วันที่  8  หรือ  9  สิงหาคม  และได้รับคืนมาประมาณสองสามวันหลังจากนั้น  คาราตาเซียยืนยันว่าเขาไม่รู้เรื่องและไม่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมใด ๆ ที่ก่อขึ้นด้วยปืนของเขาทั้งสิ้น 

            หลังจากนั้น  ดูดี้และการ์เซียก็ถูกตามตัวมาสอบถาม  การ์เซียสามารถได้ยินการซักถามดูดดี้ในห้องข้าง ๆ ได้  และได้ยินคาราตาเซียปฏิเสธด้วยเสียงอันดังว่าไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย  การ์เซียยอมรับว่าได้ขอยืมปืนยาวของคาราตาเซียไป  แต่เมื่อเขาได้รับแจ้งว่ามันเป็นปืนที่ถูกระบุว่าใช้ในการสังหารโหด  การ์เซียได้ขออ้างสิทธิ์ที่จะไม่พูดอะไรทันที  ทำให้การสอบถามต้องระงับลง  ในระหว่างนั้น  เจ้าหน้าที่ได้เข้าค้นบ้านของการ์เซียและยึดปืนลูกซองมาได้กระบอกหนึ่ง9

            เจ้าหน้าที่ได้ให้พ่อของการ์เซียมาตอบข้อซักถามด้วย  ในเวลาต่อมา  พ่อของการ์เซียให้การว่าเขาถูกเกลี้ยกล่อมให้เชื่อว่า ลูกชายของเขาอาจจะต้องรับโทษจำคุกประมาณเจ็ดปีถึงเก้าปี  ถ้าให้ความร่วมมือ  การ์เซียได้สารภาพว่าเขาเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ด้วย  หลังจากที่คุยกับพ่อของเขาเป็นการส่วนตัวแล้ว  อย่างไรก็ดี  การณ์เซียอ้างว่าเป็นแผนการของดูดี้ที่ให้ไปที่วัดเพื่อปล้นฆ่าและเป็นดูดี้เองที่ใช้ปืนยาวฆ่าคน  การ์เซียยังอ้างต่อไปว่า  ดาดี้ยืนยันว่าต้องฆ่าพวกพระสงฆ์ด้วย เพราะ"ต้องไม่ให้มีพยาน" ("no witnesses")  การ์เซียยังบอกเจ้าหน้าที่ด้วยว่าคาราตาเซีย,  จอร์จ,  เพื่อนคนหนึ่งของจอร์จ  และกลุ่มทูซอนสี่คนไปที่วัดและมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมที่วัดไทยในคืนนั้นด้วย

            การสอบถามดูดี้เริ่มขึ้นตอนเวลาสามทุ่มยี่สิบห้านาทีของคืนวันที่  25  ตุลาคม  (ก่อนการสอบถามการ์เซีย)  และดำเนินต่อไปตลอดทั้งคืน  เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจนแน่ใจว่าดูดี้ถูกแยกจากพ่อของเขาและจากการช่วยเหลืออื่น ๆ แล้ว  ดูดี้ถูกสอบถามอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาถึง  12 ชั่วโมงครึ่งโดยทีมสอบสวนที่มากประสบการณ์ 10  ประมาณตีสี่ของวันรุ่งขึ้น  ดูดี้ยอมรับว่าเขาได้ไปที่วัดพร้อมกับการ์เซีย,  คาราตาเซีย,  จอร์จ  กอนซาเลซ  และเพื่อนคนหนึ่งของจอร์จในคืนที่พระสงฆ์ถูกปล้นฆ่า 

            เราควรรู้ข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับโจนาธัน  ดูดี้  เพื่อจะได้เข้าใจว่าการสอบสวนมีผลต่อเขาอย่างไร  โจนาธันมีชื่อไทยว่า วีรพล  คำแก้ว  เกิดเมื่อ ค.ศ. 1974  (พ.ศ.  2517)  ตั้งแต่เกิดถึงอายุห้าขวบ  เขาอยู่กับพ่อแม่คนไทยในจังหวัดนครราชสีมา  เมื่อเขาอายุได้  5  ขวบ  พ่อของเขาตายอย่างกระทันหันโดยมีเลือดไหลออกทางหู  หาก  และจมูกต่อหน้าต่อตาลูกชายซึ่งตกใจกลัวอยู่  แม่ของเขาไปจากประเทศไทยหนึ่งเดือนหลังจากพ่อของเขาตาย  โดยทิ้งโจนาธันให้อยู่กับป้าที่นอกเขตกรุงเทพมหานคร  แม่ของโจนาธันไปเยอรมนี  ซึ่งเป็นที่ที่พี่สาวของเธอซึ่งได้แต่งงานกับทหารอเมริกันอาศัยอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว  แม่ของเขาไม่ได้ติดต่อกลับมาหาโจนาธันเลยเป็นเวลาถึงสามปี  แม่ของโจนาธันได้พบไบรอัน  ดูดี้  ซึ่งเป็นทหารอเมริกันในเยอรมันและได้แต่งงานกันทั้ง ๆ ที่พูดกันคนละภาษา  ในเดือนกรกฎาคม  ค.ศ.1982  (พ.ศ.  2525)  แม่ของเขากับสามีใหม่กลับไปเมืองไทยโดยไม่ได้บอกโจนาธันล่วงหน้า  และได้รับเขามาอยู่เยอรมันนี้ในวัดถัดมาเลย  ทั้งหมดอยู่ด้วยกันที่เยอรมันนีต่อมาอีกหนึ่งปีครึ่งต่อมา ไบรอัน  ดูดี้  ถูกย้ายไปประจำการในจอร์เจีย  ที่นั่นเขาตกลงรับโจนาธันเป็นบุตรบุญธรรมและให้ใช้ชื่อของเขาได้  ใน  ค.ศ.  1985  (พ.ศ.  2528)  ไบรอันถูกย้ายไปเกาหลี  แต่ครอบครัวของเขายังอย่ยูในจอร์เจีย  ปีต่อมาไบรอันถูกย้ายไปเกาะกวมโดยครอบครัวของเขาย้ายตามไปด้วย  หลังจากนั้นใน  ค.ศ.  1989  (พ.ศ.  2532)  ไบรอันย้ายไปประจำที่ฐานทัพอากาศลุค  ซึ่งเป็นที่ที่ครอบครัวนี้อาศัยอย่ยู่ในขณะที่เกิดเหตุฆาตกรรมที่วัดไทย

            ข้อมูลที่เกี่ยวโยงกับการพิพากษาลงโทษโจนาธัน  ดูดี้  แสดงว่า  โจนาธันไม่ได้มี

ความสามารถที่จะสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้ถึงระดับที่จะใช้การได้ดีเลย11  ทั้งการสื่อสารในภาษาไทยก็ไม่ค่อยได้เรื่องนัก  เพราะเขาจากประเทศไทยมาตั้งแต่อยู่  8 ขวบ  และพ่ออเมริกันของเขาก็ห้ามพูดไทยในบ้าน  ฉะนั้น  ความสามารถอันจำกัดในการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษของเขาจึงเห็นได้จากการใช้ภาษาพื้น ๆ และศัพท์ที่มีความหมายตรง ๆ ดังปรากฏในเทปบันทึกการสอบสวนนั่นเอง  โจนาธันเป็นคนสุภาพและผู้คนก็รู้จักเขาในลักษณะนั้น ความสนใจที่แท้จริงของเขาซึ่งมีมาตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก ๆ ยามได้เห็นเครื่องบินไอพ่นบินผ่านหลังคาบ้านก็คือเครื่องบินและการบิน  เขาเข้าร่วมโครงการอาสาสมัครรักษาดินแดนของโรงเรียนมัธยมด้วย  ที่จริงแล้ว  ขณะที่นักสืบไรเล่ย์และเจ้าหน้าที่เอฟบีไอวู๊ดดลิ่งไปพบเขา และพาตัวเขาไปสอบถามที่ศูนย์ปฏิบัติการของหน่วยเฉพาะกิจบนชั้นสี่ของอาคารอีสต์คอร์ตนั้น  โจนาธันก็ยังอยู่ในเครื่องแบบโดยทำหน้าที่เป็นหน่วยป้องกัน ขณะมีการแข่งขันฟุตบอลของโรงเรียนอยู่

            เมื่อถูกนำตัวมาสอบปากคำ  โจนาธันไม่มีผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่ที่จะช่วยหรือแนะนำเขาเลย 12  เขาได้รับการแจ้งเตือนสิทธิ  (Miranda Rights) 13  และได้ลงชื่อในแบบฟอร์มขอสละสิทธิด้วย  โจนาธันถูกสอบปากคำแทบจะไม่มีการหยุดพักเป็นเวลามากกว่า 12 ชั่วโมง  ในห้องขนาด  10  คูณ  18  ฟุต  ซึ่งไม่มีหน้าต่าง  ในห้องมีแค่เก้าอี้พนักตรงไม่มีที่ท้าวแขนสามตัวและมีไมโครโฟนซ่อนอยู่  นักสืบไรเล่ย์  นักสืบมันเล่ย์ และนักสืบชินซาบอห์เป็นผู้ซักถามโดยร้อยเอกไวท์เข้ามาส่วนซักถามเป็นช่วง ๆ การสอบสวนนี้มีการบันทึกเทปไว้ซึ่งต่อมามีการถอดเทปออกมา

            เทคนิคการสอบถามทุกอย่างถูกนำมาใช้กับดูดี้  มีทั้งการกระตุ้น  เตือน  ตำหนิ  อ้างถึงเกียรติยศหน้าที่และความเป็นลูกผู้ชาย  การสัญญาว่าจะคุ้มครองตัวเขาและบุคคลที่เขารัก  การหลอกว่าสิ่งที่เขาพูดจะไม่เปิดเผยแก่คนอื่น  ตลอดจนการรุกเร้าอย่างแข็งกร้าวว่าเขาจะต้องบอกทุกอย่างที่รู้  ในที่สุดหลังจากการสอบถามติด ๆ กัน  หลายชั่วโมง  และเมื่อพนักงานสอบสวนบอกว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นจะไม่ถูกนำไปบอกแก่ผู้อื่นโจนาธัน จึงยอมรับว่าเขาและการ์เซียเคยยืมปืนยาวของคาราตาเซียไปครั้งหนึ่ง  แต่ยืมและคืนไปก่อนเกิดเหตุฆาตกรรมที่วัดไทย  โจนาธันได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนว่าปืนยาวนั้นใช้ฆ่าพระที่วัดไทย  หลังจากนั้นการสอบถามยังดำเนินต่อไป เพราะพนักงานสอบสวนรุกเร้าว่าโจนาธันต้องรู้อะไรมากกว่านั้น  หลังจากตีสาม  ร้อยเอกไวท์เข้ามาร่วมซักถามด้วยกับนักสืบมันเล่ย์ นักสืบซินซาบอห์  และนักสืบไรเล่ย์  และบอกว่าได้ควบคุมกลุ่มสี่คนจากทูซอน ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดไว้แล้ว  แต่ต้องการรับทราบเรื่องทั้งหมดจากโจนาธัน  การสอบถามทั้งหมดมาขมวดปมตรงจุดนี้  ร้อยเอกไวท์ให้สัญญาว่าจะปกป้องโจนาธัน  นักสืบซินซาบอห์เยินยอสติปัญญาและความรักพวกพ้องอย่างชายชาติทหารของเขา  ในที่สุด  โจนาธันจึงไม่อาจต้านทานแรงกดดันได้ 

            ประมาณตีสี่  เขาเริ่มบอกแก่พนักงานสอบสวนว่ากลุ่มสี่คนตจากทูซอนไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย  ส่วนตัวเขาอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยและไม่รู้ว่าใครเป็นคนลงมือสังหาร  ตามคำพูดของโจนาธัน  มีคนห้าคนที่เกี่ยวข้อง  คือ  รอลลี่ คาราตาเซีย,  จอร์จ  กอนซาเลซ  เพื่อนของกอนซาเลซคนหนึ่งซึ่งโจนาธันไม่รู้ชื่อ  การ์เซีย  และตัวโจนาธันเอง 

            ดูดี้เล่าว่าคาราตาเซียและจอร์จมาหาเขากับการ์เซีย  โดยมีแผนการบางอย่างเกี่ยวกับวัดและขอความเห็นโจนาธันว่าแผนนี้จะใช้ได้หรือไม่  ดูดี้เชื่อว่าแผนการนี้เป็นแค่เกมส์หนึ่งที่จะเล็ดรอดเข้าสู่ตัววัดได้ โดยไม่ต้องแตะต้องเครื่องดักจับสัญญาณเคลื่อนไหวที่ติดตั้งไว้รอบตัววัด  เขาได้แนะนำให้ปรับปรุงแผนด้วย

            ดูดี้กล่าวว่าในคืนเกิดเหตุนั้น  พวกเขาทั้งห้าคน  อันได้แก่ คาราตาเซีย, กอนซาเลซ, เพื่อนของกอนซาเลซ,  การ์เซีย และตัวเขาไปที่วัดด้วยรถสองคัน  คือรถมัสแตงของเขาเองและรถมอนตีคาร์ดลเอสเอสของจอร์จ  พวกเขาไปพบกันที่แม่น้ำ  โจนาธันและการ์เซียแต่งชุดสนาม  คาราตาเซียเอาปืนยาวของเขาไปด้วย มีคนหนึ่งที่มีปืนลูกซอง  ดูดี้คิดว่าน่าจะมีปืนยาวสามกระบอก และจอร์จมีปืนลูกซอง ดูดี้เองมีเพียงมีดเล่มหนึ่ง  ดูดี้ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นในวัดและไม่รู้ว่าใครเป็นคนลงมือยิง  เขารู้ว่ามีคนอื่นที่เข้ารื้อค้นห้องและพวกพระอยู่ในห้องกลางโดยยกมือขึ้น เขาชี้ว่ามีบางอย่างผิดแผนไปเพราะพระหนุ่มรูปหนึ่งเกิดจำจอร์จได้และตะโกนจอร์จออกมา  พวกนั้นจึงถกเถียงกันว่าจะทำอย่างไรดี

            ดูดี้ถูกให้ออกไปข้างนอกแล้วเขาก็ได้ยินเสียงปืน .22 และเสียงปืนลูกซอง  และเสียง .22 อีก  เขาไม่เห็นว่าใครเป็นคนยิง  หลังจากเกิดการยิงแล้ว  มีคนหนึ่งที่ผลักเขาและพูดว่า "เผ่นเถอะ"  ดูดี้วิ่งไปที่รถของเขาและรถทั้งสองคันก็กลับไปที่จุดนับพบ  มีคนในกลุ่มบอกดูดี้ว่า  ถ้าเขาพูดอะไรไปพวกเขาจะเล่นงานแฟนของเขา  รวมทั้งครอบครัวและตัวดูดี้เองด้วยแต่พนักงานสอบสวนไม่ยอมเชื่อคำให้การของดูดี้ 14  ในที่สุด  ดูดี้ก็ต้องยอมรับอีกว่ากลุ่มสี่คนจากทูซอนอยู่ที่นั่นด้วย การสอบปากคำจบลงโดยดูดี้อ่อนระโหยโรยแรง  และร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างกลั้นไม่อยู่

            การ์เซียและโจนาธันถูกจับกุมหลังจากการสอบถามเสร็จสิ้น  โดยถูกตั้งข้อหาหลายข้อด้วยกัน  มีทั้งฆ่าคนตายโดยเจตนา  ปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธ  ลักทรัพย์  และซ่องโจร  เพื่อการลักทรัพย์และปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธ  คาราตาเซียถูกจับด้วยข้อหาลักทรัพย์ ในรายอื่น ๆ พ่วงเข้าด้วย  การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไปในที่สุด  กลุ่มสี่คนถูกทูซอนได้รับการปล่อยตัวไป  โดยยกเลิกข้อหาทั้งหมด  คดีนี้ต่อมาได้โอนไปที่ศาลชั้นต้น  หลังจากมีการไต่สวนคำร้องขอโอนคดีของผู้เยาว์แล้ว   ฝ่ายโจทก็ต้องการให้จำเลยวัยรุ่นทั้งสองคนได้รับโทษถึงประหารชีวิต 

            หลังจากกระบวนพิจารณาไต่สวนความสมัครใจในการสารภาพแล้ว  ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่าคำรับสารภาพของการ์เซียและของโจนาธันนั้น ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายและรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีได้

            ในเดือนมกราคม  ค.ศ.  1993 (พ.ศ.  2526)  การ์เซียได้ทำความตกลงกับตำรวจว่าจะรับสารภาพและจะให้การปรักปรำโจนาธัน  ตามข้อตกลงนี้  การ์เซียจึงรับว่าเป็นผู้กระทำผิดในคดีฆาตกรรมที่วัดไทย  และการฆ่าตกรรมอย่างเลือดเย็นอีกรายหนึ่งต่อมา  ซึ่งไม่เกี่ยวกับคดีแรก  การ์เซียซึ่งมีส่วนสูงกว่าหกฟุตและหนักกว่าสองร้อยปอนด์กับแฟนสาวอายุ  14  ปี  ได้ฆ่าหญิงชราที่ไม่มีทางสู้คนหนึ่งชื่ออลิซ    คาเมรอน  ในบริเวณที่ตั้งแคมป์แห่งหนึ่งในช่วงเวลาหลังจากเหตุฆาตกรรมที่วัดไทยไม่นานนัก และก่อนที่เขาจะถูกจับเป็นที่น่าสังเกตว่า  ในการทำฆาตกรรมหญิงชรีานั้น  การ์เซียเองได้เป็นผู้พูดวลีที่ว่า  "ต้องไม่ให้มีพยาน"  เพื่อโน้มน้าวแฟนของเขาว่าต้องฆ่าคาเมรอนเสีย  ฝ่ายโจทก็ให้ข้อแลกเปลี่ยนกับการที่การ์เวียรับผิดและจะให้การปรักปรำโจนาธัน  ดูดี้ว่าการ์เซียจะไม่ต้องรับโทษประหารชีวิต สำหรับการฆาตกรรมที่วัดไทยและการฆาตกรรมอลิซ  คาเมรอนโดยเขาอาจจะต้องโทษจำคุกเพียงยี่สิบห้าปี

            คำสารภาพของการ์เซียผสมกับเรื่องราวที่เขาเล่าและท่าทีของฝ่ายโจทก์ ทำให้เกิดรูปคดีฆาตกรรมรายนี้ขึ้นมาใหม่อีกแบบหนึ่ง  ในลักษณะที่ว่าชายสี่คนจากทูซอนไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยแม้ว่าพวกเขาจะรับสารภาพก็ตาม  แต่มีเพียงการ์เซียและโจนาธันเท่านั้นที่อยู่ที่วัดขณะที่พระถูกสังหาร โจนาธันคนเดียวเท่านั้นที่เป็นผู้วางแผนปล้นและฆ่า   และโจนาธันเป็นผู้ชักนำให้การ์เซียมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจนจบ  โจนาธันเป็นคนตัดสินว่าจะ "ต้องไม่ให้มีพยาน" แม้ว่าการ์เซียจะเปลี่ยนใจแล้วก็ตาม  และเป็นโจนาธันแต่ผู้เดียวอีกเช่นกันที่ลงมือยิง

            จากการที่ฝ่ายโจทก็ทำข้อตกลงกับการ์เซีย และยอมรับเรื่องราวที่เป็นประโยชน์แก่การ์เซียเองโจทก์จึงปล่อยคนอื่น ๆ ไปหมดรวมทั้งโรแลนโด  คาราตาเซีย  ทั้ง ๆ ที่มีหลักฐานเป็นจำนวนมากที่บ่งชี้ว่า  มีคนเข้ากระทำผิดมากกว่าสองคนขึ้นไป 15  และชี้ถึงการมีส่วนร่วมของคาราตาเซียโดยเฉพาะ  ทนายจำเลยเองก็บอกแก่คณะลูกขุนในเวลาต่อมา ว่าหลักฐานเกี่ยวกับคาราตาเซียนั้นมีมากมาย 16 

                




 

      
วัดพรหมคุณาราม  มลรัฐอริโซน่า  สหรัฐอเมริกา
Wat Promkunaram  (Buddhist Temple of Arizona)
17212  W.  Maryland  Ave.  Waddell,  AZ  85355