|
มีเรื่องหนึ่ง
ที่คิดว่ายังคาใจของท่านพุทธศาสนิกชนว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร
และจบลงด้วยวิธีใด และทำใมจึงต้องมีวันสำคัญวันนี้ว่า
วันมหารำลึก
มีคำถามอยู่จำนวนมากที่ต้องตอบ
กรณีคดีสังหารโหดพระธรรมทูตและฆราวาสไทย
ณ วัดพรหมคุณาราม
พุทธศาสนิกชนต่างเศร้าโศกเสียใจและหวั่นวิตกนานาประการ
บางคนก็เห็นว่า
พระและฆราวาสที่ตายไม่น่าจะต้องตายฟรี
บางคนก็เห็นว่าถึงเวลาที่ต้องตายไปด้วยอุบัติของกรรมในอดีต
บางคนก็เห็นว่าควรรื้อฟื้นคดีขึ้นมา
เพื่อความกระจ่างและเป็นธรรมแก่ผู้ต้องหาและหรือแก่ผู้ที่ถูกสังหารโหด
บางคนก็ว่าจะต้องไปรื้อฟื้นขึ้นมาทำใม
ไม่อาจทำให้คนที่ตายไปแล้วฟื้นขึ้นมาใหม่ได้อีก
บางกลุ่มก็เห็นว่าลำบากเปล่า
ที่จะเสียเงินเสียทองเป็นจำนวนมาก
เพื่อไปช่วยไถ่ชีวิตเด็กเพียงคนเดียวซึ่งไม่มีใครรู้จัก
เป็นการทำให้ทรัพย์สินจำนวนมากของแผ่นดิน
ต้องสูญเสียเงินทองและเวลา
เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
ยังมีเด็กไทยอีกนับหมื่นนับแสนที่กำลังลำบากยากแค้นอยู่ในชนบทถิ่นทุรกัน
ดาร บางคนก็ว่าเป็นเพราะไปมีปัญหากับคนท้องถิ่นหรือเปล่า
หรือว่าเป็นการเหยียดสีผิวตามที่มีคนกล่าวถึงกัน
หน้านี้จะมีคำตอบ
ตั้งแต่วันที่
๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๔
ที่เกิดคดีฆ่าพระสงฆ์
สามเณร เด็กและแม่ชี
จำนวน ๙ ท่าน
นับเป็นความความสยดสยองทารุณโหดร้าย
อาลัยอาดูรของพุทธศาสนิกชนเป็นจำนวนมาก
หลายคนคิดเหมือนกันว่าทำใมมันถึงหฤโหดอย่างนี้
มีจิตใจปรกติหรือเปล่า
และการสังหารโหดครั้งนี้มีฆาตกรเพียงคนเดียวหรือสองคน
อย่างที่ทางการตำรวจและอัยการกล่าวถึงหรือไม่
เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นเหตุการณ์สอนใจให้วัดไทยในต่างประเทศ
ต้องเตรียมการและป้องกันเสนาสนะให้รัดกุมและมิดชิด
เพื่อจะไม่มีเหตุร้ายเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำสองกับวัดไทยวัดอื่น
หรือวัดในพระพุทธศาสนาแห่งอื่นในสหรัฐอเมริกา
การต่อสู้คดีนี้ระหว่างอัยการกับผู้ต้องหา
ซึ่งประกอบด้วยนายโจนาธาน
ดูดี้ และนายอเล็ก การ์เซียร์
ในที่สุดศาลได้ตัดสินคดีให้จำคุก
๒ ผู้ต้อง
ซึ่งจะได้กล่าวในรายละเอียดต่อไป
จะกล่าวเป็นกลางตามความจริงที่เกิดขึ้น
ตามความรู้และเข้าใจ
จนกระทั่งทุกวันนี้แม้คดีนี้ปิดไปแล้ว
ศาลได้ตัดสินลงโทษวัยรุ่น
๒ คนว่าเป็นผู้ผิด
การสังหารพระไทยและคนไทยทั้งวัดรวม
๙ ชีวิตไปเรียบร้อยแล้ว
หากถามว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ผู้พิพากษาและลูกขุนที่ฟังการไต่สวนคดีทั้งหมด
ไม่มีใครตอบได้ ๑๐๐
เปอร์เซ็นต์
ว่าใครเป็นคนฆ่าพระและคนไทยทั้ง
๙ คนที่วัดพรหมคุณาราม
ฉะนั้นการตัดสินในครั้งนั้น
จึงเป็นไปตามหลักฐานที่อัยการได้นำเสนอในการไต่สวนที่ศาลเมืองฟินิคส์
รัฐอริโซน่า
อัยการกล่าวว่า
นายโจนาธัน ดูดี้ นายการ์เซีย
ได้ยืมปืนของเพื่อนคนหนึ่งมาร่วมก่อการโหดในที่พักของพระสงฆ์วัดพรหมคุณาราม
ด้วยจุดประสงค์ต้องการทรัพย์
แต่เหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นด้วยการสังหาร
๙ ชีวิต
ในบริเวณห้องรับแขกทั้งหมด
เมื่อถูกจับได้และถูกสอบสวนว่าเป็นผู้ต้องสงสัย
ประกอบมีการค้นหาปืนซึ่งพิสูจน์ได้ว่าเป็นปืนกระบอกที่ใช้ในการสังหารจริง
จึงถูกจองจำ
และนำขึ้นไต่สวนในศาล
ต่อมานายการ์เซียได้ยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือฆ่าคนทั้งหมดแต่ผู้เดียว
ลูกขุนบางท่านและผู้พิพากษาต่างเชื่อว่านายโจนาธานอาจจะอยู่ในที่เกิดเหตุ
ในการไต่สวนนั้น
พยานปากสำคัญคือนายอเล็กซ์
การ์เซีย ซึ่งให้การว่า
นายโจนาธานเป็นคนฆ่าทุกคนในวัดพรหมคุณาราม
ส่วนตนเองเป็นฆาตกรฆ่าหญิงชราคนหนึ่งตาย
เพื่อประสงค์ต่อทรัพย์
การต่อสู้คดีนี้ได้ยืดเยื้อออกไปมานานหลายเดือน
โดยมีนายปีเตอร์ บันคาล
เป็นทนายความ
จนกระทั่งศาลได้ตัดสินให้จำเลยผิดตามหลักฐานของอัยการ
ตามเอกสารของรัฐ
ต่อมาได้มีผู้ต้องการให้รื้อฟื้นคดีนี้
เพื่อนำมาพิจารณาใหม่ ได้เชิญงศาสตราจารย์
อลัน เดอร์โชวิสซ์
ซึ่งอยู่ที่รัฐแมสซาซูเซส
เป็นนักกฏหมายมือหนึ่ง
เป็นชาวยิว เป็นอาจารย์สอนกฏหมายรัฐธรรมนูญที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่ง
เป็นทนายความมือหนึ่งของสหรัฐอเมริกา
เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงทั่วไป
เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่ประสบความสำเร็จ
เคยว่าความคดีสำคัญ ๆ
มามากมาย คดีทั้งหลายที่ท่านผู้นี้เคยจับมา
มีอยู่สอง
คดี ที่ต่อมาฮอลลิวูดด์นำไปสร้างเป็นภาพยนต์
และเรื่องหนึ่งเคยได้รับรางวัลแอกคาดีมีมาแล้วเมื่อปี
ค.ศ. ๑๙๙๐
นักกฎหมายผู้นี้เคยว่าความคดีสำคัญ
เป็นคดีที่มีชื่อเสียงคดีหนึ่ง
คือ การอุทธรณ์ของนายไมค์
ไทสัน คดีข่มขืนกระทำชำเรา
ได้ชี้ให้เห็นว่าหญิงสาวผิวดำผู้นี้
เคยมีประวัติการแบล็กเมล์ขู่กรรโชกเงินชายอื่นว่ากระทำชำเราตนเช่นเดียวกันนี้มาแล้ว
แต่เรื่องราวนี้มิได้ถูกนำมาเปิดเผยในศาลชั้นต้น
ทำให้นายไทสันตกเป็นจำเลยอย่างดิ้นไม่หลุด
คดีนี้ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้ยืนคำพิพากษาเดิม
ทำให้นายไทสันติดคุกต่อไปอีก
ซึ่งนับเป็นการเสียชื่อเสียงอย่างมากของทนายชื่อดังผู้นี้
แต่เรื่องยังมิได้จบสิ้นลงเพียงนั้น
ทนายความผู้นี้ไม่เคยยอมปล่อยคดีให้หายไป
ทีมงานได้พยายามต่อสู้เรื่อยมา
จนในที่สุดทำให้นักมวยชื่อดังได้อิสระภาพในที่สุด
คดีของนายโจนาธัน
ดูดี้ ที่ถูกศาลตัดสินว่าเป็นผู้มีความผิดจริงในคดีการฆ่าสังหารโหดพระธรรมทูต
และชาวพุทธที่วัดพรหมคุณาราม
ทำให้คนไทยจำนวนหนึ่งเกิดความไม่พอใจ
และมีความเคลือบแคลงสงสัยในกระบวนการยุติธรรมของรัฐนี้อย่างมาก
หนังสือพิมพ์ของคนไทยในอเมริกาลงข่าวนี้
และวิพากวิจารณ์กันพอสมควร
จึงมีผู้พยายามเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับนายโจนาธาน
ดูดี้
ซึ่งคิดว่าคดีนี้จะเป็นการทำให้เกียรติภูมิของคนไทยถูกฝรั่งเจ้าถิ่นเหยียดหยามได้อย่างมาก
จึงได้ติดต่อกับนายอลัน
เดอร์โชวิสซ์
ขอความช่วยเหลือให้ว่าความเพื่อรื้อฟื้นคดีนี้
เป็นระยะเวลากว่าสองเดือนครึ่ง
จากรัฐแมสซาชูเซต์ส
ยอมรับจะว่าคดีความนี้
ทำให้ผู้ติดต่อเกิดความพอใจ
และเชื่อมั่นว่ามีท่าทีจะสามารถรื้อฟื้นคดีนี้ได้จริง
ไม่เป็นสิ่งที่เหลือวิสัย
และสามารถกระทำได้ตามครรลองของรัฐธรรมนูญและระบบตุลาการของสหรัฐฯ
และนำคดีหนึ่งในรัฐอริโซน่ามาศึกษา
เรื่องมีอยู่ว่าครอบครัวไทสัน
ซึ่งอยู่ในรัฐอริโซน่าถูกปล้น
และโจรได้ฆ่าเจ้าทรัพย์คือนายและนางไทสันตายทั้งคู่
ต่อมาตำรวจเมืองนี้ได้จับกุมลูกชายสองคนของเจ้าทรัพย์
ว่าเป็นฆาตกรปล้นฆ่าพ่อและแม่ของตัวเองคดีนี้
ศาลชั้นต้นแห่งอริโซน่าได้ตัดสินประหาชีวิตวัยรุ่นผิวดำทั้งสองคนนั้น
ทนายความเดอโซวิทได้ต่อสู้ว่าความในคดีนี้ให้
จนขึ้นไปถึงศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา
และวันรุ่นทั้งสองคนได้รับการปล่อยตัวในที่สุด
แต่คดีของนายโจนาธานก็จะเป็นบทพิสูจน์
มีผู้กล่าวว่า
คณะที่ติดต่อศาสตราจารย์เดอโชวิทผู้นี้
กล่าวว่า
ทนายท่านนี้ว่าความให้เราโดยไม่คิดมูลค่า
แต่ต้องจ่ายให้กับผู้ที่มาค้นคว้าหรืออ่านเรื่องราวของคดีนี้
โดยเป็นลักษณะเหมาจ่าย
ซึ่งมีทีมงานประกอบด้วยแนทซ์
เดอโชวิท
ซึ่งเป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง
นางวิกตอเรีย ไอเกอร์
หุ้นส่วนของนายแนทซ์
ทนายไมเคิล ไชนเดอร์
ผู้ช่วยของทนายของเดอโชวิท
นายปีเตอร์ บัลคาน
และยังมีนักศึกษากฎหมาย
แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาดอีกหลายสิบคน
ที่เข้ามาร่วมเป็นลูกมือในการค้นคว้าวิจัย
จัดได้ว่าเป็นทีมนักกฎหมายที่แข็งที่สุดในสหรัฐฯ
ค่าใช้จ่ายคำนวนออกมาแล้วเป็นจำนวนทั้งสิ้น
๗๕๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐ
ฯ (กว่า ๑๙ ล้านบาท)
โดยให้คำมั่นไว้ว่าจะไม่คิดค่าใช้จ่ายเกินจำนวนนี้
ไม่ว่าคดีนี้จะว่าความกินเวลายาวนานสักเพียงใดก็ตาม
หากผู้ติดต่อได้รับเงื่อนไขที่จะหาเงินจำนวนนี้ได้
ปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.
๒๕๓๖
เป็นระยะที่ผู้พิพากษาจะตัดสิน
ซึ่งอาจจะลงโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตแก่นายโจนาธัน
ดูดี้
พระภิกษุรูปหนึ่งได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งว่า
"วันแรกเมื่อท่านขึ้นบัลลังก์ฟังสรุปสำนวนคดีทั้งหมด
ท่านทำให้ทุกคนในห้องพิจารณาคดีประหลาดใจด้วยคำพูดว่า
เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่มีความซับซ้อนมาก
...
ศาลจะไม่ประหลาดใจเลยหากศาลอุทธรณ์จะกลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเสียใหม่"
และในคำพิพากษา
๑๐ หน้ากระดาษของท่านผู้พิพากษานี้
ได้บรรยายไว้อย่างชัดเจนว่า
ไม่เห็นด้วยกับสมมติฐานของอัยการว่าจำเลยเป็นผู้กระทำการฆาตกรรมเหยื่อทั้ง
๙ ศพ
และระบุความเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับการดำเนินคดีไว้หลายแห่ง
อันเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการอุทธรณ์
ชัยชนะในชั้นต้นจึงเป็นของเรา
นายโจนาธันได้รับการตัดสินจำคุก
๒๘๑ ปี"
หลังจากนั้นศาสตราจารย์เดอโชวิทได้เข้ามาว่าความในการอุทธรณ์นี้อย่างเต็มตัว
ได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารของอัยการผู้พิพากษาและทนายอย่างละเอียด
นับเวลากว่าครึ่งปี
ที่นำมาวิเคราะห์หาข้อเท็จจริง
และเข้าใจเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างการสอบสวน
และพิจารณาคดีอย่างละเอียด
ต่อไปจะเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับคดีฆ่าพระไทยและคณะ
๙ ชีวิต
|