|
ซันเดย์ สเปเชียล
อาทิตย์นี้มีเรื่องพิเศษสุดมารายงานให้ฟังครับ พวกเราชาวพุทธ
คงยังจำกันได้ดีนะครับ ถึงเหตุการณ์ในเดือนมีนาคม
2544
นี้
ที่ชนตาลีบันแห่งอัฟกานิสถานได้ถล่มพระพุทธรูปยืน
2
องค์ ซึ่งสูงกว่า
50
เมตร และมีอายุยาวนานเกือบ
2,000
ปี
จนพินาศเป็นธุลี
(และผลกรรมนี้ก็ได้ตอบสนองพวกตาลีบันอยู่ในขณะนี้)
ความจริงการถูกย่ำยีทางศาสนาได้มีมานานแล้ว
จนชาวพุทธบางส่วนไม่สามารถทนอยู่ได้ ดังนั้น เมื่อ
5-6
ปีก่อนหน้านี้ พวกเขาจึงหลบลี้หนีภัยออกจากอัฟกานิสถาน
และได้นำพระคัมภีร์โบราณติดตัวไปด้วย
ต่อมาคัมภีร์เหล่านี้ได้ตกเป็นสมบัติของมหาเศรษฐีนักสะสมชาวนอร์เวย์
และนักวิชาการโบราณคดีพบว่า พระคัมภีร์เหล่านี้มีอายุถึง
1,400
ปี
เป็นหลักฐานเอกสารที่เก่าแก่ที่สุดของพุทธศาสนา
เป็นที่น่าตื่นเต้นยินดียิ่ง
ไทยรัฐ ซันเดย์ สเปเชียล
โดยทีมงาน
ต่วย'ตูน
จึงขอนำรายละเอียดของเรื่อง นี้มาเล่าสู่กันฟังครับผม
เดือนธันวาคม
2539
เจนส์ บราร์วิก
ศาสตราจารย์ด้านโบราณคดีแห่ง ศูนย์การศึกษาก้าวหน้า,
นอร์เวย์ ได้ไปร่วมประชุมวิชาการที่เมืองไลเดน
ผู้ร่วมประชุมคนหนึ่งได้เล่าให้เขาฟังว่า แซม ฟ็อกก์
พ่อค้าของเก่าแห่งนครลอนดอน ได้ขายชิ้นส่วนเอกสารโบราณของพุทธศาสนาจำนวน
108
ชิ้น แก่นักสะสมชาวนอร์เวย์ชื่อ
มาร์ติน สเคอร์ยัน
(Martin
Schoyen)
ผู้เป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์เอกสารโบราณที่ใหญ่ที่สุดของโลก พอได้ยินดังนั้น
บราร์วิกเกิดความสนใจอย่างแรงกล้า จึงได้ไปพบกับสเคอร์
ยันเพื่อขอศึกษาเอกสารดังกล่าว ซึ่งสเคอร์ยันก็ยินดีให้ความร่วมมือ
และยังบอกเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้าที่ฟ็อกก์จะขายเอกสารให้เขานั้น
ฟ็อกก์ได้ ติดต่อนักโบราณคดีชื่อ
ลอเร แซนเดอร์
ให้ช่วย เขียนอธิบายความเป็นมาของเอกสารนี้
ซึ่งเมื่อแซนเดอร์นำไปวิเคราะห์ก็พบว่า มันถูกจารึกขึ้นเป็นภาษาสันสกฤต
ในช่วงราว พ.ศ.
540-940
เป็นพระคัมภีร์ในพุทธศาสนา ที่ว่าถึงพระสูตร พระวินัย
ตลอดจนจารึกเหตุการณ์ต่างๆ หลากหลาย บางเรื่องก็เป็นที่ทราบกัน
ดีอยู่แล้ว
แต่เอกสารอีกหลายชิ้นมีเรื่องราวที่ไม่เคยปรากฏให้โลกรู้มาก่อน
และเรียกได้ว่าเป็นเอกสารสำคัญ ที่เก่าแก่ที่สุดของพุทธศาสนา
(ที่มีหลักฐานเหลืออยู่)
พระคัมภีร์พุทธศาสนาเหล่านี้จารึกอยู่บนแผ่นวัสดุต่างๆ
ได้แก่ ใบลาน เปลือกไม้ และหนังแกะ เจาะรูแล้วร้อยด้ายรวมไว้เป็นเล่ม
บางเล่มอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ แต่ที่เป็นเศษเล็กเศษน้อยนั้นมีจำนวนมาก
และเมื่อสืบหาข้อมูลต่อไป บราร์วิกก็พบว่า
แหล่งที่มาของเอกสารสำคัญลํ้าค่านี้มิใช่อื่นไกล แต่ เป็นถํ้าต่างๆ
แห่งเขาบามิยัน ในอัฟกานิสถานนั่นเอง! ก็ต้องเล่าย้อนถึงอดีตกาล ณ
สถานที่แห่งนี้กันหน่อยละครับ
สมัยนับพันปีก่อนโน้น
อัฟกานิสถานเป็นดินแดนอยู่บนเส้นทางสายไหม
อันลือลั่นเชื่อมทอดระหว่างยุโรปกับจีน
และยังเป็นทางผ่านจากจีนไปสู่อินเดียด้วย
ภิกษุในพุทธศาสนาได้จาริกจากอินเดียไปเผยแผ่ธรรมะยังเมืองจีนด้วยเส้นทางนี้
และเนื่องจากเป็นหนทางอันยาวไกล จึงได้พำนักระหว่างทางโดยอาศัยถํ้าต่างๆ
ที่มีอยู่มากมาย ณ เชิงเขาบามิยัน ซึ่งไม่ ไกลจากกรุงคาบูล
นครหลวงของอัฟกานิสถาน เท่าใดนัก
ผู้จาริกศาสนาและนักเดินทางทั้งหลาย ต่างได้พบปะสนทนา
และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในด้านอารยธรรมระหว่างกัน ในถํ้าพำนักนี้
จึงมีการจารึกพระคัมภีร์ ในพุทธศาสนาเป็นภาษาต่างๆ ทั้งจีน เตอรกี ทิเบต
มองโกเลียน เมื่อมีเอกสารศาสนาเพิ่มมากขึ้น
ก็ได้มีการจัดตั้งเป็นหอสมุดเก็บรักษาไว้ ซึ่งนานนับ
1,400
ปีมาแล้ว ที่เอกสารเหล่านี้ยังคงอยู่ในสภาพดี เนื่อง
จากภาวะอากาศอันหนาวเย็น
และแห้งแล้งของอัฟกานิสถานได้ช่วยรักษาสภาพไว้ไม่ให้เปื่อยผุไปได้ง่าย
ถ้าจะเทียบนะครับ พระคัมภีร์พุทธในถํ้าที่บามิยันนี้
ก็มีลักษณะดุจเดียวกับ ม้วนพระคัมภีร์ในตุ่มแห่งเดดซี
(Dead Sea Scrolls)
ของชาวยิวนั่นเอง
ถ้าหากบ้านเมืองสงบสุข
พระคัมภีร์พุทธเหล่านี้ก็จะยังคงอยู่ในถํ้าไปได้อีกนาน ทว่าหลังจาก พ.ศ.
1300
เป็นต้นมา พวกมุสลิมได้รุกรานยึดครองอัฟกานิสถาน
เอกสารบางส่วนในหอสมุดได้ถูกทำลายเสียหายขาดวิ่น
ชิ้นส่วนที่ยังเหลือรอดอยู่ ได้พบว่าถูกนำไปเก็บไว้ในถํ้าแห่งหนึ่ง
ห่างจากบามิยันไปทางเหนือราว
300
กม.
และเมื่อมุสลิมรุกรานหนักขึ้น ชาวพุทธเห็นว่าพระคัมภีร์เหล่านี้อยู่ใน
สถานะไม่ปลอดภัยเสียแล้ว จึงได้แอบนำคัมภีร์ลํ้าค่าบรรทุกหลังลาลอบหนีออก
จากอัฟกานิสถานเมื่อราว
5-6
ปีที่ผ่านมานี้ โดยเดินทางผ่านช่องเขาฮินดูกูษ
และได้มีการส่งทอดกันต่อๆ ไปจนถึงลอนดอน
และไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่นอร์เวย์ ในท้ายที่สุด
ขอเล่าถึงพิพิธภัณฑ์สเคอร์ยันแห่งนี้สักนิดนะครับ
ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์นี้ คือนายมาร์ติน สเคอร์ยัน นั้น สนใจในการสะสม
โบราณวัตถุมาตั้งแต่อายุ
15
แล้ว เขาเล่าว่า
ผมได้ไปเที่ยวฟลอเรนซ์,
อิตาลี กับบิดามารดา ผมเห็นหนังสือเก่ากองหนึ่งสุมอยู่บนรถเข็นผัก
ขายในราคาเล่มละไม่กี่ตังค์
ปรากฏภายหลังว่ามันเป็นหนังสือเก่าตั้งแต่ยุคศตวรรษที่
16
โน่น
เขาจึงเริ่มสะสมเอกสารโบราณ เรื่อยมา
ซึ่งนอกจากเอกสารที่เป็นกระดาษโบราณแล้ว ก็ยังมีที่จารึกอยู่บนดินเหนียว
โลหะไม้ กระดูก หิน แก้ว ฯลฯ ชิ้น ที่เขาภูมิใจที่สุด มีอาทิ
เอกสารกฎหมายเก่าแก่ ที่สุดในโลก ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อราวสี่พันปีมาแล้ว
เป็นภาษากรีกโบราณ เอกสารที่มีนามผู้นิพนธ์ ซึ่งเป็นเจ้าหญิงแห่งสุเมอร์
เมื่อ
4,200
ปีก่อน นอกจากนี้ ยังมีเอกสารลุ่มนํ้าอารยธรรมโบราณครบทั้ง
4
แห่ง คือเอกสารเฮียโรกลิฟของอียิปต์ อายุ
5,600
ปี
เอกสารภาพของสุเมอร์เมื่อราว
5,200
ปีก่อน อักษรจารึกของลุ่มนํ้าสินธุ อายุราว
4,100
ปี
และจารึกบนแจกัน ของจีน เมื่อ
4,000
ปีก่อน
หลังจากที่โปรเฟสเซอร์บราร์วิกได้รู้ถึงแหล่งที่มาของพระคัมภีร์พุทธแล้ว
คราวนี้พิพิธภัณฑ์ที่สเคอร์ยันก็ได้พยายาม
ขนย้าย
พระคัมภีร์ที่ยังเหลือตกค้างอยู่ในอัฟกานิสถาน
ออกมาเก็บรักษาเอาไว้ โดยใช้วิธีการทุกรูปแบบ
กระทั่งนำเอาออกมาได้เกือบหมด ก่อนหน้าที่พระพุทธรูปบามิยันจะถูกทำลาย
และอัฟกานิสถานถูกกองทัพสัมพันธมิตรถล่ม
เอกสารพระคัมภีร์ที่ทยอยนำมานั้น
เมื่อรวมกันตั้งแต่ต้นแล้ว ปัจจุบันมีอยู่ราวๆ
5,000
ชิ้น ที่ยังเป็นรูปเป็นร่าง กล่าวคือเป็นชิ้นส่วนของแผ่นจารึก ใบลาน
เปลือกไม้และหนังแกะ ที่มีขนาดตั้งแต่
2
ตารางเซนติเมตร ไปจนเป็น แผ่นที่สมบูรณ์ นอกนั้นเป็นเศษกระจิริดอีกราว
8,000
ชิ้น เมื่อได้รับชิ้นส่วนพระคัมภีร์มาแล้ว
ทางพิพิธภัณฑ์จะทำความสะอาดจัดเตรียมเก็บ ทำก๊อบปี้
และลงหมายเลขกำกับแต่ละชิ้นไว้ เพื่อทำการศึกษาค้นคว้าต่อไป
ซึ่งในการ
ชำระ
สังคายนาพระคัมภีร์ที่ได้มานี้ มิใช่ของง่ายเลยครับ
จัดเป็นงานระดับยักษ์ที่ต้องอาศัย ผู้รู้จริงจำนวนมาก
ทางพิพิธภัณฑ์ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี
2540
โดย
มีการสัมมนาครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน
2540
และท้ายสุดครั้งที่สี่ เมื่อเดือนพฤษภาคม
2542
ที่เมือง เกียวโต,
ญี่ปุ่น โดยมีการเชิญนักโบราณคดีนานาชาติมาร่วมงาน
มีการจัดพิมพ์เผยแพร่บางเรื่องที่ได้แปล และเรียบเรียงเสร็จแล้ว เช่น
เรื่องของพระเจ้า อโศกมหาราช พระเจ้าอชาตศัตรู
มหาปรินิพพานสูตร เป็นต้น
ก็นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับพวกเราชาวพุทธ นะครับ
ที่จะได้รับทราบถึงประวัติศาสตร์ หรือพระสูตรที่ไม่เคยได้เรียนรู้มาก่อน
และถ้าคิดว่าท่านเป็นคนหนึ่งที่อาจช่วยเหลือในการชำระพระคัมภีร์เก่าแก่ที่สุดนี้ได้
ก็โปรดอาสาสมัครไปยังศูนย์การศึกษาก้าวหน้า
(CENTER
FOR ADVANCED STUDY)
ได้ที่
Web pages :
http://www.shs.uio.no
ครับ และสำหรับแฟนานุแฟนที่สนใจก็ขอเชิญไปชมนิทรรศการเรื่องนี้ได้ที่
เสถียรธรรมสถาน
ปากซอยวัชรพล,
รามอินทรา ตั้งแต่วันที่
15
ธันวาคม ถึง
6
มกราคมที่จะถึงนี้
ท่านจะได้เห็นหน้าตาพระคัมภีร์และตัวอย่างพระสูตรที่เรียบเรียงแล้ว
(แต่ว่าอยู่ในรูปของภาพถ่ายนะครับ
มิใช่พระคัมภีร์ลํ้าค่าตัวจริง)
ซึ่งนิทรรศการครั้งนี้มีขึ้นได้ก็ด้วยฝีมือการประสานงานของ
คุณสยาม แสนขัติย์
คนไทย ซึ่งอาศัยอยู่ในนอร์เวย์จนพูดนอร์เวย์ได้ปรื๋อ และก็
ขอขอบคุณผู้ให้ข้อมูลอีกท่านหนึ่งคือ
คุณชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์
หรือ
วินนี่
เดอะ ปุ๊
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากแฟนานุแฟนสนใจไปจริง
โอกาสวิเศษสุดอีกอย่างที่จะได้รับ ก็คือการได้นมัสการบูชา
พระธาตุเจดีย์วิสาขบูชานุสรณ์
ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญจากสมเด็จพระสังฆราช แห่ง
3
ประเทศ ศรีลังกา พม่า และไทย สร้างหล่อขึ้นในปี
2543
เพื่อ
รำลึกการประกาศวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลโลก
และอัญเชิญไปรอบโลกเพื่อให้สักการบูชาโดยทั่วกัน
กระทั่งอัญเชิญมาประดิษฐานที่เสถียรธรรมสถานประเทศไทย
เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่วันที่
5
ธันวาคม นี้ ครับผม.
ทีมงานต่วย'ตูน
และอุดร จารุรัตน์
|