|
(บทย่อคุณสมบทของมนุษย์
ย่อมาจากหนังสือคุณสมบัติ
๕ ประการ
ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์
วัดสระเกศ
ซึ่งรวบรวมจากปาฐกถาธรรมทางสถานีวิทยุ
๙๑๙
หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา
จัดพิมพ์โดยมูลนิธิอุปเสณมหาเถระ
เมื่อปี
๒๕๔๑)
ตอนที่
๑
คนเราที่เกิดมา
ไม่ว่าใครทั้งนั้นก็อยากจะให้คนเขาเคารพ อยากให้คนเขารัก
จนพ้นภาวะที่จะต้องเรียกร้องความรักความสนใจจากคนอื่น
นั่นก็คือภาวะแห่งความเป็นพระอริยเจ้า
เมื่อยังอยู่ในภูมิชั้นธรรมดาก็ปรารถนาที่จะให้คนรัก
ไม่มีใครต้องการที่จะให้คนเกลียด
แต่การที่จะทำให้คนรักนั้นไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายนัก
แต่ก็ไม่ใช่เป็นสิ่งเหลือวิสัย
ถ้าเราสนใจกันให้จริง ๆ
เราก็สามารถที่จะสร้างความรักให้เกิดขึ้นในจิตใจของคนอื่นได้
การที่จะสร้างความรักให้เกิดขึ้นในจิตใจของคนอื่นนั้น
หมายถึงคนอื่นที่เป็นคนมีเหตุมีผล
เคารพเหตุ เคารพผล
มีสติปัญญาพอที่จะมองเห็น
ไม่ใช่ใช้ความชอบใจเป็นเหตุเป็นผล
ใช้ความเกลียดชังเป็นเหตุเป็นผล
เราชอบใจคนไหนแม้จะเสียหายอย่างไรเราก็รัก
อย่างนี้เรียกว่าเอาความรักเป็นเหตุเป็นผล
บางทีเขาดีแสนดีแต่เราก็เกลียด
เราก็ชัง เราไม่ชอบใจน้ำหน้า
อย่างนี้เรียกว่าเอาความชังมาเป็นตัวเหตุตัวผล
ไม่ใช่เอาเหตุผลขึ้นมาตั้งเป็นเบื้องต้น
คนที่จะสร้างความรักให้เกิดขึ้นในจิตใจของคนอื่น
ก็คือ
คนที่เป็นผู้มีเหตุมีผลนั่นเอง
ไม่ใช่เอาความรักความชังมาเป็นเหตุเป็นผลแต่เอาเหตุเอาผลที่ถูกต้องดีงามขึ้นมาสร้างความรักความชัง
คนมักเข้าใจว่าคนนี้ทำใมคนจึงเกลียด
คนนี้ทำใมคนจึงรัก
เราจะสร้างความรักให้เกิดขึ้นแก่คนทุกคนเป็นไปไม่ได้
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงเพียบพร้อมไปด้วยทุกสิ่งทุกอย่างทุกประการ
แต่ยังมีคนที่คอยว่าร้าย
คอยกล่าวร้าย คอยตามล้าง
คอยตามผลาญ
พระองค์ทรงผจญมารทั้งหลายทั้งปวง
เพราะเหตุไร
เพราะพวกนั้นเป็นคนไม่มีเหตุไม่มีผล
ไม่เคารพในพระสัมมาสัมโพธิญาณ
คนพากันรัก พากันชอบใจ
นิยมยินดี เพราะ สีล
ทสสนสมปนนํ
ธมมตถํ สจจวาทินํ อตตโน
กมมปุพพานํ ตญชโน กุรุเตปิยํ
คือ
๑. มีศีล
๒. ความเห็น
๓. ตั้งอยู่ในธรรม
หมายถึงมีทำประจำจิต ๔.
มีปกติกล่าวสิ่งที่เป็นจริง
ชี้แจงเรื่องที่เป็นจริง
จะพูดอะไรก็เป็นเรื่องจริง
๕. อะไรที่เป็นหน้าที่ของตน
ที่จะต้องจัดต้องทำก็ทำสิ่งนั้นให้สำเร็จลุล่วงไป
เรื่องระเบียบแบบแผนต่าง
ๆ ที่เราปฏิบัติร่วมกัน
กฏกติกาต่าง ๆ กฏบัตร
กฏหมาย อย่างนี้สงเคราะห์เข้าอยู่ในประเภทศีล
ไม่ใช่เป็นตัวศีลจริง
ศีลโดยตรงนั้นต้องเป็นบาทฐานแห่งสมาธิได้
คือ
เมื่อปฏิบัติไปแล้วจิตใจจะต้องสูงขึ้น จนกระทั่งเป็นไปเพื่อความสงบ
ทำให้สมาธิเกิดขึ้นอย่างนั้นเป็นศีลโดยตรง
ศีลสำหรับผู้ตามรักษาระเบียบแบบแผนต่าง
ๆ กติกาต่าง ๆ กฏบัตร
กฏหมายต่าง ๆ
ที่กำหนดขึ้น
ถือปฏิบัติร่วมกันนั้น
เป็นระเบียบของสังคม มุ่งหมายที่จะให้ปฏิบัติร่วมกันในสังคม
เราจึงควรนึกอยู่เสมอว่าสังคมของเราไม่ว่าจะเป็นสังคมเมือง
ไม่ว่าจะเป็นสังคมขนบท
ที่เราอยู่กันได้ก็เพราะเราเคารพในเรื่องระเบียบแบบแผนต่าง
ๆ เคารพกฏบัตร กฏหมาย
เคารพข้อบังคับที่ได้ตั้งกันขึ้นไว้
เราจึงมีความสุขกัน
อยู่กันได้อย่างนี้
เราต้องมีระเบียบ
เราต้องอยู่กันด้วยระเบียบ
เราจึงจะเรียบร้อย
งดงาม ไม่ล้ำเขต
ล้ำแดนของบุคคลอื่น ก็คือ การไม่ล้ำเขตล้ำแดนของระเบียบนั่นเอง
ระเบียบแบบแผนอย่างธรรมดาสามัญอย่างนี้ ท่านทั้งหลายอย่าเห็นว่าเป็นของไม่สำคัญ
ครูบาอาจารย์ต้องเอาใจใส่คอยบอกนักเรียนว่านี่ไม่ชอบด้วยระเบียบแล้ว
ต้องทำให้ถูกต้อง
ต้องมีระเบียบ
บางทีมักจะเอาไปตามต่างประเทศ
ฝรั่งมังค่าเขา
ว่าฝรั่งมั่งค่าเขาไม่ต้องกวดขันอะไรกันมากล่ะ
เข้าห้องเรียนก็ยังวิ่งกันอย่างฝูงวัว
ฝูงควาย แล้วแต่ใครจะวิ่ง
เมืองนอกเขาเป็นอย่างนี้
ที่เราอยู่อย่างสงบสุขนั้น
เพราะเราเคารพในระเบียบต่าง
ๆ กันมา
ต้องหัดกันไปตั้งแต่โรงเรียน
ครูบาอาจารย์ก็ต้องรักษาระเบียบ
ไม่ใช่สอนให้มีระเบียบแต่นักนักเรียน
ครูบาอาจารย์ต้องมีระเบียบด้วย
ข้าราชการผู้น้อยผู้ใหญ่ต้องมีระเบียบ
คนขับรถก็เช่นกัน
เขากำหนดไว้แล้วว่า
ถ้าความเร็วสูงให้วิ่งทางนี้
ถ้าความเร็วต่ำให้วิ่งทางโน้น
ความเร็วสูงมาวิ่งทางความเร็วต่ำ
ความเร็วต่ำไปวิ่งทางความเร็วสูง
วิ่งเรื่อยเหมือนกับวิ่งอยู่ในบ้านของตัวเอง
เหมือนกับว่าถนนนั้นเขาสร้างให้ตัวเองเป็นคนขับอยู่คนเดียว
มีรถคันเดียวในประเทศไทย
ขับเรื่อยไปอย่างนั้น
อย่างนี้ถือว่าขาดระเบียบมันไม่ดีไม่งาม
คำว่าศีลนั้น
พระพุทธองค์ประสงค์ที่จะให้บุคคลได้ละ
งดเว้นการกระทำ
และการพูดที่ไม่เหมาะสม ซึ่งแสดงออกมาในลักษณะที่ชัดเจนมากในการกระทำที่ไม่ดี
ในการพูดที่ไม่ดีไม่งาม
การกระทำที่ไม่ดีไม่งาม
เช่น การทำร้ายร่างกายกัน
การเบียดเบียนกันในทางร่างกายโดยวิธีการต่าง
ๆ
อย่างที่ท่านทั้งหลายได้เห็นกันอยู่ เช่น
การชก การต่อย
การตีรันฟันแทง
อย่างนี้เรียกว่าอย่างหยาบ
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
เราต้องมีความตั้งใจที่จะไม่ทำอย่างนั้น
เมื่อตั้งใจที่ไม่ทำอย่างนั้น
ก็เรียกว่า
เรามีศีลเป็นเครื่องกำหราบปราบปรามกิริยาอาการที่เป็นการกระทำอย่างนั้นไม่ให้มี
การพูดที่เห็นได้ว่าเป็นคำที่หยาบ
ไม่ดี
ไม่งาม
ฟังแล้วเป็นที่ไม่สบายใจ
เช่น คำด่า คำเสียดสี
คำว่าที่ไม่เหมาะไม่สม
ไม่ควรที่จะนำมาพูดคำอย่างนั้น
พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงนิยม
ตรัสสอนให้รู้จักตั้งใจที่จะเว้นเสีย
อย่าไปพูดเลยอย่างนั้น
จะมีประโยชน์อะไร เพียงแต่รู้จักยับยั้งตั้งใจที่จะไม่ทำไม่พูดอย่างนั้น
เท่านั้นเอง
ศีลจึงมีความมุ่งหมายอยู่ที่ความตั้งใจที่จะไม่ทำไม่พูดดังที่กล่าวมาแล้ว
คำหยาบ
ท่านได้แยกไว้ละเอียดละออดีเหลือเกิน
คื อแม้จะพูดคำที่ไม่เพราะ
แต่ถ้าเจตนาดีก็ไม่เรียกว่าหยาบ
พูดคำไพเราะ
แต่ถ้าเจตนาร้ายก็ชื่อว่าเป็นคำหยาบ
เช่น
มารดา บิดา
ด่าลูกว่าให้ตายเสีย
ให้ถูกควายขวิดตายเสีย
หรือให้ตายด้วยวิธีอะไรก็ตามให้ตายเสีย
เพียงแต่ว่าพูดออกมาด้วยปากเท่านั้นแหละ ขู่ให้กลัว
ไม่ใช่ต้องการที่จะให้เป็นอย่างนั้น
ใจนั้นเป็นอย่างหนึ่ง
คือไม่อยากให้เป็น
ไม่อยากให้ตาย
แต่ถ้าไม่พูดอย่างนั้นแล้วก็ไม่กลัว
ก็ต้องพูดอย่างนั้น
คำนั้นไม่เรียกว่าหยาบ
แต่ขณะเดียวกัน
พูดคำอ่อนหวาน
หลับเสียให้สบายนะ
นอนเสียให้สบาย
ด้วยคิดว่าหลับเมื่อไหร่แล้วละก็จะได้ทำร้าย
จะได้ฆ่า
ได้แกง ได้ยิง
ได้ฟันตามชอบใจ
อย่างนี้แม้จะพูดนิ่มนวลว่า
นอนเสียเถอะ นอนให้สบาย
ก็ไม่ชื่อว่าเป็นคำที่ไพเราะ
ดังนั้น วาจานี่มุ่งที่เจตนาเป็นสำคัญ
คนในปัจจุบันนี้
เรื่องวาจานั้นต้องระวังกันให้มาก
เพราะว่าบางทีพูดอะไรไปไม่ได้นึก
ไม่ได้คิด
บางคนก็ตั้งใจที่จะให้คนอื่นเขาเดือดร้อนก็พูดเรื่อยไป
ใส่ความ
ใส่ร้ายโดยประการต่าง
ๆ ทำให้เกิดความเสียหาย
ไม่มียางอาย
ไม่มีความละอายเลยแหละว่า
เราพูดอย่างนี้นะคนอื่นเขาเดือดร้อน
เป็นการใส่ความเขาเป็นการว่าร้ายเขา
บางคนก็เป็นคนถือศีลถือธรรมเสียด้วยซ้ำไป
แต่ไม่มีศีลไม่มีธรรม
ชอบพูดเสียดสี
ชอบพูดยุยงส่งเสริม
พูดให้แตกให้แยก
แหมน่าละอายเหลือเกิน
ทำตนเป็นคนมีศีลมีธรรม
แต่กลับมีวาจาอย่างนั้นน่าละอายเหลือเกิน
คนที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง
ทำการทำงานทางพระพุทธศาสนา
เป็นสมาคม เป็นองค์การ
แต่ว่าวาจานั้นมีแต่จะทำลายล้างบุคคลอื่นให้เกิดความแตกแยก
ให้เกิดความหวั่นไหว
ให้เกิดความไม่พร้อมเพรียง
ทำให้คนอื่นเขาได้รับความเสียหายอย่างนี้ต้องระวังและหลีกเลี่ยงออกไปเสีย
ศีล ๕ สำหรับคนทั่วไป
หรือศีลมนุษยธรรม
คือ
ทำคนให้เป็นคน
ไม่ใช่เกิดมามีเพียงแต่ความรู้สึกนึกคิด
มีกาย มีใจอย่างเดียวเท่านั้น
แต่ว่าในใจมีธรรมะ ศีล ๕
มีอยู่ในใจ
ก็ทำให้กายพลอยดีตามไป
ก็กลายเป็นที่มีกายดีและมีใจดี
กายกับใจเนื่องถึงกัน
เพราะอำนาจแห่งศีลก็ทำให้เป็นผู้มีกายดี
มีใจดี
เมื่อมีกายดีมีใจดี
ก็เรียกว่ามนุษย์
ผู้มุ่งหมายที่จะรักษาศีล
๕ ไม่จำเพาะกาล เวลา ศีล ๘
มีองค์อยู่
๘ ประการ
ผู้มุ่งหมายที่จะรักษาศีล
๘ เหมือนกับศีล ๕
แต่จำกัดกาลเวลา
ส่วนผู้มุ่งหมายรักษาวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง
เรียกว่าศีลอุโบสถ
ศีลอุโบสถกับศีลแปดจึงต่างกัน
ศีล ๑๐
เป็นศีลของสามเณร ศีล ๒๒๗
เป็นของพระภิกษุ ศีล ๓๑๑
เป็นของภิกษุณี
ศีลทั้งหมดนั้นเพื่อต้องการที่จะกล่อมเกลา
ขัดเกลา
อบรมบ่มกาย
บ่มวาจา บ่มรวมไปถึงจิต
ศีลเป็นเรื่องกาย วาจา
สมาธิ เป็นเรื่องของใจ
ปัญญา
วิปัสสนาก็เป็นเรื่องใจ การที่ศีลเพิ่มขึ้นตามจำนวนนั้น
ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ชัดเจน
แม้แต่ศีล ๘
ว่าต้องการที่จะกล่อมเกลาอัธยาศัยให้ดีขึ้น
ดีขึ้นกว่าถือศีล ๕
สามารถที่จะอดทนได้แม้แต่เรื่องอาหารบริโภค
คนอื่นเขาบริโภคอาหารกันสะดวกสบายเวลาไหนก็ได้
แต่เมื่อถือศีล ๘ แล้ว
เราก็กำหนดในใจของเราว่าเลยเที่ยงไปแล้วไม่ทาน
อาจจะทานวันละมื้อหรือสองมื้อก็ได้
แต่ว่าเลยกลางวันไปแล้ว
เที่ยงวันไปแล้วไม่ทานอาหาร
แม้ว่าสนุกสนานรื่นเริงต่าง
ๆ ดีดสี
ตีเป่า
การประดับประดาร่างกายให้สวยให้งาม
ก็งดเว้นได้
ไม่ทำใจให้หลงไปตามสิ่งภายนอน
จะเป็นรูปก็ดี เสียก็ดี
กลิ่นก็ดี รสก็ดี
ไม่หลงไปตาม ตั้งจิตตั้งใจที่จะงดเว้นได้
เลิกละได้ แม้แต่การนอน
ว่านอนให้สบายใช้ที่นอนอย่างนั้นอย่างนี้
ก็ไม่ถือว่าสำคัญ
เว้นได้
ท่านที่ต้องการให้ใจของเรานั้นสลัดอะไร
ก็สลัดสิ่งต่าง ๆ
ที่คนเขานิยมกัน
จนกระทั่งติดเป็นตัง
บางคนถ้าไม่ได้ฟังเพลงแล้วก็นอนไม่หลับ บางคนถ้าหากว่าไม่ได้ตบแต่งด้วยเครื่องหอมต่าง
ๆ ให้หอมระรื่น
ไปไหนหงุดหงิด
นั่งอยู่ที่ใดก็หงุดหงิด
อย่างนี้เพราะอะไร
ก็เพราะติด
ก็คนอื่นทำไมเขาไม่หงุดหงิด
เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องประเทืองภายนอก
เราต้องขัดต้องเกลา
อย่าไปติดมัน
อย่าไปยึดมัน
ศีลที่ว่าสูงขึ้นไปก็เป็นอย่างนี้
คือ จิตใจนั้นสามารถที่จะทำให้ห่างออกมาจากสิ่งต่าง
ๆ เหล่านี้ได้
แม้จะไม่บรรลุมรรคผลนิพพานเป็นพระโสดาบัน
เป็นพระสกทาคา อนาคา
ก็ตามเถอะ
แต่ว่าสามารถที่จะทำได้
เมื่อทำได้ก็เท่ากับว่าเราได้กล่อมเกลาใจของเราแล้ว
กล่อมทำไม
กล่อมอย่าให้ไปติดมัน
เพราะสิ่งอื่นมันก็มีอยู่มากแล้ว
อย่าไปติดสิ่งเหล่านี้เลย
ฉะนั้น
ศีลเป็นการขัดเกลา
ขัดเกลาปากของเราบ้าง ขัดเกลามือของเราบ้าง
ขัดเกลาเท้าของเราบ้าง
ซึ่งทางพระเรียกว่ากระทำและการพูด
หรือเรียกเป็นศัพท์พระว่า
ขัดเกลากายกรรม
ขัดเกลาวจีกรรมให้ดีขึ้น
กายกรรม วจีกรรม หรือการกระทำการพูดนั่น
ถ้าเราปล่อยไปตามเรื่องแล้วก็น่ากลัวเหมือนกัน
อย่านึกว่าจะไม่เป็นไร
ศีลนั้นเมื่อมีในท่านผู้ใดแล้ว
จะทำให้คนงดงาม น่ารัก
มีระเบียบแบบแผน
๒. ทัสสนะ
= ความเห็น
ความเห็นของเราทั้งหลายที่ยังอยู่ในภูมิของปุถุชนนั้น
กล่าวได้ว่ามีความสับสน
เป็นอย่างนั้นบ้างเป็นอย่างนี้บ้าง
แม้จะพยายามที่จะใช้สิ่งทั้งหลายเข้าไปช่วยประคับ
ประคอง แต่ก็มีการผันผวนโดยประการต่าง
ๆ
ความคิดความเห็นของคนแต่ละยุคแต่ละสมัยนั้น
ก็มีการเปลี่ยนแปลงไป
แต่เมื่อจะค้นไปหาถึงเหตุ
ว่าเพราะเหตุไร
จึงได้มีทัศนะความคิดความเห็นอย่างนั้น
ก็จะเห็นได้ว่าเกิดจากกิเลส
คือ ความโลภ ความโกรธ
และความหลง
ความคิดที่ผันผวนโดยประการต่าง
ๆ คิดอย่างนั้น
คิดอย่างนี้
คิดอย่างโน้น
คิดว่าเราดี
คิดว่าเขาไม่ดี
คิดว่าเขาดี
คิดว่าเราไม่ดี
คิดว่าควรที่จะทำลายบุคคลอื่น
คิดว่าควรที่จะยกย่องตนเองให้สูงขึ้นไป คิดว่าควรที่จะให้คนอื่นเขาสูงกว่าตน
คิดว่าคนอื่นควรจะต่ำกว่าตน
อะไรทำนองนี้ เป็นความคิดที่สับสนอลหม่าน
แม้บางคนจะมองไม่เห็นว่าความคิดของเราสับสนเหลือเกิน
แต่โดยความเป็นจริงแล้วก็คือสับสนนั่นเอง
ที่มองไม่เห็นนั้นก็เพราะเหตุที่เราดิ้นไปตามอำนาจของโลภะ
ตามอำนาจของโทสะ
ตามอำนาจของโมหะนั่นเอง
จึงสับสน
แต่เรามองไม่เห็นว่าสับสน
เราก็ยังนึกว่าเรามีความคิดที่ถูกต้อง
มีความคิดที่ดี
ความคิดที่มีเหตุมีผล แต่เหตุผลนั้นส่วนใหญ่ก็มาเข้ากันกับโลภะ
มาเข้ากันกับโทสะ
และเข้ากันกับโมหะ
สัมมาทิฏฐิในองค์แห่งมรรค
๘ ประการ
ซึ่งคนเราทุกคนต้องพยายามที่จะปรับปรุงความเห็นของตน
ให้เป็นไปในทางที่ถูกต้องและถูกต้องไปตามลำดับ
ตั้งแต่ขั้นต่ำ
ขั้นกลาง และขั้นสูงสุด
ความคิดของคนนั้นถ้าไม่ปรับปรุง
ไม่พยายามที่จะฝึกหัดความคิด
ฝึกหัดความรู้สึกนึกคิดต่าง
ๆ
ให้เป็นไปในทางที่ดีแล้ว
เราก็จะไม่รู้ตัวว่า
เราสับสน
บางที่รู้ตัวว่าสับสนขึ้นมา
แต่ก็สายไปเสียแล้ว
ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้
เป็นโรคประสาทบ้าง
นอนไม่หลับบ้าง
กินไม่ได้บ้าง อะไรต่าง ๆ
นานาเหล่านี้
ก็เนื่องมาแต่การที่เราไม่สามารถที่จะควบคุมปรับปรุงความรู้สึกนึกคิดของเราให้เป็นไปในทางที่ถูกต้องได้
พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า
ความคิดที่สับสนนั้น
ทำให้ไม่สับสนได้
และจะทำให้ความคิดของคนเป็นไปในทางที่ถูกต้องอย่างสูงสุดได้
พระองค์ทรงชึ้
ทรงสอนให้เห็นทั้งในทางที่สับสน
และทางที่ไม่สับสน คือ
เป็นความคิดความเห็นที่ดีงาม
ถูกต้อง
ความคิดเห็นที่สับสนเกิดมาจากโลภะ
โทสะ โมหะนั่นเอง
ไม่ใช่เรื่องอื่น
ความคิดสับสนมีมากมาย
เช่น มองไม่เห็นว่า
ทานที่ให้นั่นนะมีผล มีผลานิสงส์
นึกเห็นแต่เพียงว่าเป็นการสงเคราะห์กัน
ช่วยเหลือกัน พี่ให้น้อง
น้องให้พี่
พ่อแม่ให้ลูก
ลูกให้พ่อแม่
เพื่อที่จะให้มีผลสืบต่อไปเบื้องหน้าว่า จะได้รับผลอย่างนั้นอย่างนี้
ไม่มีอะไร ไม่มีความหมาย
อาจจะพูดสันว่าไม่จริงก็ได้
อย่างนี้ก็เรียกว่าสับสนเหมือนกัน
ทำไมจึงเรียกว่าสับสน
สับสนเพราะว่าคนเรานั้นคิดนึกว่าคนเรานั้นไม่มีอายุยาว
อย่างมากก็แค่ร้อยปีก็หมด
ปิดฉากกันทั้งนั้น
ไม่มีหน้าไม่มีหลัง
ไม่มีชาติหน้าไม่มีชาติหลังอะไร
อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอนก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปรู้ได้
จึงไม่เชื่อ
ไม่เป็นความจริง
ซึ่งไม่ได้คิดว่าสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ จิตใจที่จะทำให้สูงขึ้นไปว่า
เออนี่นะเป็นทานที่เราได้ตั้งไว้ดีแล้ว ขอให้เป็นบุญเป็นบารมีส่งเสริมยกย่องจิตใจของเราให้สูงขึ้นไป
ทำจิตใจของเราให้เป็นจิตที่มีคุณธรรมสูงขึ้นไป
ความเห็นที่ถูกต้องนั้นน่ะสูงขึ้นไปตามลำดับ
ขั้นต้น
ขั้นกลาง ขั้นสูงสุด
ความเห็นขั้นต้นนี้ก็เป็นเรื่องของความเห็น
เช่น ในเรื่องทาน
ก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่มีผลานิสงส์
เมื่อได้ให้ทานแล้วมีผลานิสงส
ผลานิสงส์ส่งผลให้ได้สิ่งนั้นสิ่งนี้
แล้วเราก็ช่นใจในสิ่งที่ได้นี้
เรียกว่า เป็นขั้นต้น
และเมื่อจะเขยืบสูงขึ้นไปถึงขั้นกลาง
ก็จะเขยิบไปได้ทันที
ไม่ได้ยากเย็นอะไร
แต่ว่าเราไม่ค่อยได้เขยิบให้สูงขึ้นไป
วันนี้เราได้เลี้ยงพระนะ
จิตใจบริสุทธิ์
เราดีอกดีใจว่าเราได้ทำบุญ
ขอให้เกิดเป็นผลานิสงส์แก่เรา
อย่างนี้เป็นการเห็นอย่างธรรมดาขั้นต้น
ยกให้สูงขึ้นให้เป็นจาคานุสสติ
เป็นพระกรรมฐานฝ่ายสมถะ
ซึ่งเป็นข้อหนึ่งในอนุสสติ
๑๐ ประการ
|